![]()
| พุทธธรรมกับทรรศนะขั้นพื้นฐานต่อโลกและชีวิต | |||
| โดย วรเจตน์ ภาคีรัตน์ | |||
ในช่วงระยะเวลาสามถึงสี่ทศวรรษที่ผ่านมานี้ พุทธธรรมได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวตะวันตก ในทางวิชาการมีความพยายามศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้ากับศาสนาและปรัชญาตะวันตก ในทางปฏิบัติมีชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อย หันมาศึกษาพุทธธรรมและปฏิบัติสมาธิ อย่างไรก็ตาม การตีความคำสอนของพระพุทธเจ้า และการนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ในทางปฏิบัติมีความหลากหลายอย่างยิ่ง วามเข้าใจพุทธธรรมคลาดเคชื่อนยังปรากฎให้เห็นอยู่เสมอ คนไทยในฐานะพุทธศาสนิกชน นอกจากจะประพฤติปฏิบัติตามหลักธรรมในพุทธศาสนาแล้ว ควรที่จะศึกษาพุทธธรรมให้เข้าใจแก่นคำสอนตามสมควร เพื่อที่จะอธิบายให้ผู้อื่นเข้าใจพุทธธรรมให้ถูกต้องได้ บทความนี้ผู้เขียนมุ่งแสดงทรรศนะขั้นพื้นฐานต่อโลกและชีวิตในพุทธศาสนา ทั้งนี้ โดยจะเปรียบเทียบพุทธธรรมในประเด็นดังกล่าวกับศาสนาและปรัชญาตะวันตกด้วย ๑. พุทธธรรมกับการครองชีวิต ในสายตาชาวตะวันตกจำนวนไม่น้อย พุทธธรรมหรือพุทธศาสนาไม่ใช่ศาสนา (Religion) ทั้งนี้ เนื่องจากพุทธศาสนาปฏิเสธ "พระเจ้า" ในฐานะผู้สร้างและบงการความเป็นไปของสรรพสิ่ง นักวิชาการตะวันตกหลายท่านเห็นว่า พุทธศาสนาเป็นปรัชญาหรือมิฉะนั้นก็เป็นวิถีการดำเนินชีวิตแบบหนึ่ง สำหรับพุทธศาสนิกชนแล้ว ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาซึ่งไม่พึงขบคิดเลย ทั้งนี้ เพราะไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรก็ตาม พุทธธรรมก็คงเป็ฯพุทธธรรม เป็นคำสอนซึ่งแสดง มุ่งชี้ และทำให้เห็นประจักษ์ซึ่งทุกข์ สาเหตุแห่งทุกข์ ความดับไปซึ่งทุกข์ และทางซึ่งนำไปสู่ความดับทุกข์ เป็นคำสอนซึ่งมุ่งประสงค์ให้พุทธศาสนิกชนนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันอยู่นั่นเอง โดยพื้นฐานแนวคิดเช่นว่านี้ พุทธศาสนาจึงไม่สนับสนุนการเก็งความจริงเกี่ยวกับปัญหาว่าโลกเที่ยงหรือไม่เที่ยง มีที่สุดหรือไม่มีที่สุด ชีวะกับสรีระเป็นสิ่งเดียวกันหรือคนละสิ่ง สัตว์หลังจากตายแล้วมีอยู่หรือไม่มีอยู่ ฯลฯ ปัญหาทางอภิปรัชญาลักษณะนี้ เป็นปัญหาที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงพยากรณ์ เพราะปัญหาดังกล่าว "ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นหลักเบื้องต้นแห่งชีวิตประเสริฐ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่งนิพพาน1" พระพุทธเจ้าทรงมุ่งสอนเรื่องทุกข์และการดับทุกข์เท่านั้น ผู้คนจำนวนไม่น้อยเมื่อเห็นพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ ก็เข้าใจไปว่าพุทธศาสนามีทัศนคติต่อชีวิตในแง่ร้าย โดยไม่คิดตรึกตรองว่า พุทธธรรมตรงต่อความจริงเพียงใด และเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ในการที่จะเข้าถึงความจริง โดยไม่ต้องหวังพึ่งอำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากเพียงไหน บางท่านเข้าใจไปว่าพุทธศาสนาเป็นเรื่องของคนที่ปลงแล้วต่อชีวิต หรือเป็นเรื่องของคนที่มุ่งหน้าเข้าวัดเข้าวา ความเข้าใจดังกล่าวยังคลาดเคลื่อนต่อความจริงอยู่มาก แท้ที่จริงแล้วคำสอนของพระพุทธองค์มีหลายระดับ มีความลึกซึ้งแตกต่างกัน ข้อห้ามและข้อปฏิบัติในพุทธศาสนาก็แตกต่งกันไปตามกลุ่มบุคคล ใครที่พร้อมจะสละเรือนออกบวชเพื่อศึกษาและปฏิบัติธรรมอย่างเต็มที่ พุทธศาสนาก็มีสังคมสงฆ์รองรับอยู่ สำหรับฆราวาสผู้ครองเรือนที่ไม่พร้อมจะออกบวช พระพุทธเจ้าก็ทรงแสดงธรรมที่ฆราวาสสามารถนำมาปฏิบัติได้ เป็นธรรมซึ่งเกื้อกูลยิ่งทั้งต่อความเจริญรุ่งเรืองและความสงบสุขแห่งชีวิต (หลักธรรมเรื่อง อิทธิบาท ๔ ว่าด้วย ฉันทะ วิระยะ จิตตะ วิมังสา และพรหมวิหาร ๔ ว่าด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นตัวอย่างง่าย ๆ ที่สนับสนุนความจริงข้อนี้) ธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น มีทั้งคำสอนในระดับสัจธรรมและระดับจริยธรรม ในที่นี้ผู้เขียนมุ่งแสดงทรรศนะต่อคำสอนในระดับสัจธรรม ๒. จักรวาลกับพุทธธรรม ศาสนาต่าง ๆ ของโลก ซึ่งถือกำเนิดในตะวันตก (ยิว คริสต์ อิสลาม) จะอธิบายกำเนิดหรือเค้ามูลการณ์ดั้งเดิมของจักรวาล โดยอาศัยการยอมรับอำนาจของพระเจ้า ตามแนวคิดในคริสตศาสนา พระเจ้าเป็นผู้สร้างจักรวาล สร้างมนุษย์และสรรพสิ่งทั้งหลาย จุดที่จักรวาลถือกำเนิดเป็นจุดเริ่มต้นของเวลา จักรวาลจะดำเนินไปจนถึงจุดสุดท้าย อันเป็นจุดที่พระเจ้าเสด็จลงมาพิพากษามนุษย์ หลังจากนั้นสรรพสิ่งจะเข้าสู่ห้วงเวลานิรันดร์2 เราอาจกล่าวได้ว่า จักรวาลและเวลาในทรรศนะของศาสนาตะวันตกมีลักษณะเป็นเส้นตรง มีจุดเริ่มต้นและจุดจบแน่นอน ในทางพุทธศาสนา ปัญหาเกี่ยวกับกำเนิดจักรวาลเป็นปัญหาที่จัดเป็นอจิณไตย คือสิ่งที่ไม่พึงคิดอย่างหนึ่ง แต่แม้กระนั้นก็ไม่ได้หมายความว่า พระพุทธเจ้าทรงห้ามเด็ดขาดไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้ หากพิจารณาพุทธธรรมโดยรวมแล้ว เราจะพบว่าพระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักความจริงที่มีอยู่โดยธรรมดา ว่าด้วยการเกิดขึ้นของภาวะหนึ่ง ๆ อันมีสิ่งต่าง ๆ เป็นปัจจัย (หลักปฏิจจสมุปปบาท) กล่าวคือ "เมื่อมีสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนี้ก็ดับไปด้วย" (หลักอิทัปปัจจยตา) หลักธรรมดังกล่าวนี้ แสดงให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของสิ่งใดสิ่งหนึ่งต้องมีปัจจัยต่าง ๆ มาประชุมกัน และการเกิดขึ้นของปัจจัยต่าง ๆ ที่มาประชุมกันนั้น ก็ต้องอาศัยปัจจัยอื่น ๆ ต่อไปอีก เป็นเช่นนี้เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด โดยหลักความจริงเช่นว่านี้ พุทธศาสนาจึงปฏิเสธความเชื่อในเรื่องเค้ามูลการณ์หรือตัวการเริ่มแรก3 หลักปฏิจจสมุปบาทแสดงความเป็นปัจจัยเนื่องอาศัยกันของสรรพสิ่ง แสดงให้เห็นว่า สรรพสิ่งดำเนินไปตามกระแสแห่งเหตุและผล เป็นไปตามเหตุปัจจัยตามกฎธรรมชาติเอง ไม่มีใครดลบันดาลให้เป็นไป และไม่เป็นไปโดยบังเอิญ หากต้องการผลเฃ่นใด มนุษย์พึงศึกษาให้เข้าใจเหตุปัจจัยยนั้นโดยปัญญา และทำให้เหตุปัจจัยที่จะให้ผลที่ต้องการเกิดขึ้น ไม่ใช่อ้อนวอนต่ออำนาจสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือรอคอยโชคชะตา ในแง่วิวัฒนาการของโลกและจักรวาล หลักปฏิจจสมุปบาทแสดงให้เห็นว่า จักรวาลไม่มีเบื้องต้นและเบื้องปลาย4 เราอาจกล่าวได้ว่า จักรวาลและเวลาในทรรศนะของพุทธศาสนามีลักษณะเป็นวงกลม เกิดดับเรื่อยไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ5 ๓. ชีวิตมนุษย์ในทรรศนะทางพุทธศาสนา พุทธศาสนามองสรรพสิ่งทั้งหลายในฐานะการมาประกอบกันเข้าของสิ่งต่าง ๆ ที่เมื่อแยกย่อยออกไปแล้ว จะไม่พบตัวตนที่แท้ของสิ่งนั้น ๆ มนุษย์แมั้จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่โดยโครงสร้างแล้วซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ชีวิตมนุษย์ก็ตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์นี้เช่นกัน เกี่ยวกับชีวิตมนุษยย์พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักธรรมแยกแยะไว้อย่างละเอียดยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การแยกแยะชีวิตและองคาพยพทั้งปวง ทั้งฝ่ายร่างการและจิตใจ หรือฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมออกเป็น ๕ หมวด ตามที่ปรากฎในพระสูตรที่เรียกกันว่า หลักเบญจขันธ์ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)6 หลักเบญจขันธ์แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่าบุคคลนั้น เมื่อแยกแยะออกไปแล้ว จะไม่พบอะไรเหลืออยู่ ที่จะยึดถือเอาเป็นตัวตนได้ คำอธิบายชีวิตมนุษย์เช่นนี้ ดูเหมือนจะขัดกับความรู้สึกสามัญ ทั้งนี้ เพราะมนุษย์มีความโน้มเอียงที่จะยึดถือว่าตนเองมีอยู่ ในรูปใดรูปหนึ่ง ภาษาส่วนใหญ่ที่มนุษย์ใช้อยู่ มีส่วนสนับสนุนความโน้มเอียงดังกล่าว ทั้งนี้ เพราะเหตุว่า โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์จะบรรยายเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยแยกผู้กระทำกับการกระทำ (และกรรมของการกระทำ) ออกจากกัน ภาษาที่ใช้กันอยู่ในยุโรปปัจจุบันล้วนแล้วแต่วางอยู่บนรากฐานดังกล่าวทั้งสิ้น ภาษาส่วนใหญ่ในเอเชียรวมทั้งภาษาไทยก็เช่นกัน7 คำสรรพนาม ฉัน ผม เธอ เขา ฯลฯ มีผลทำให้มนุษย์ยยึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนมีอยยู่จริง การที่มนุษย์เคยชินกับการใช้ภาษาในลักษณะดังกล่าว ส่งผลให้มนุษย์สูญเสียความสามารถในการมองสิ่งต่าง ๆ ตามที่เป็นจริง มนุษย์จะพยายามแยกตัวตนออกจากการกระทำเสมอ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้ว ในเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ที่มนุษย์มีส่วนร่วมอยู่ด้วยนั้น มนุษย์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกระแสความเป็นไปนั้นเท่านั้น หาได้มีตัวผู้กระทำแยกออกจากเหตุการณ์หรือความเป็นไปแต่อย่างใดไม่ การแสดงให้บุคคลทั่วไปเห็นถึงความไม่มีตัวตนไม่ใช่เป็นเรื่องง่ายนัก เมื่อครั้งพุทธกาลเคยมีผู้ทูลถามพระพุทธเจ้าแล้วว่า ถ้าไม่มีตัวตนอยู่ ใครเล่าที่รับรู้? ใครเล่าที่เสวยเวทนา? (คือความรู้สึกสุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ) คำถามเช่นนี้ พระพุทธเจ้าไม่ตรัสตอบ เพราะเป็นคำถามที่ตั้งขึ้นตามความรู้สึกของผู้ถาม ไม่สอดคล้องกับสภาวะ พระองค์ทรงชี้ให้เห็นว่า คำถามที่ถูกต้อง คือ อะไรเป็นปัจจัย ความรับรู้จึงมี? อะไรเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี? แล้วจึงตรัสตอบโดยแสดงความเป็นปัจจัยเนื่องกันของสิ่งต่าง ๆ ที่ก่อให้เกิดความรับรู้ เวทนา ฯลฯ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท8 ในอารยธรรมตะวันตกเอง นักปรัชญาพยายามครุ่นคิดถึงความมีอยู่ของตัวตน ในที่สุด Rene Descartes นักปรัชญาชื่อก้องชาวฝรั่งเศสได้สรุปว่า ตัวตนมีอยู่จริงเพราะตนคิดได้ (Cogito, ergo sum - ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงอยู่) ความคิดดังกล่าวของ Descartes ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานปรัชญาตะวันตกในเวลาต่อมา ข้อสรุปของ Descartes ที่กล่าวมานี้ ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับพุทธธรรม ตามหลักพุทธศาสนาแล้ว กรณีดังกล่าว มีแต่การคิดเกิดขึ้นเท่านั้น ไม่มีตัวผู้คิดแยกออกมาต่างหาก อนึ่ง ผู้อ่านพึงเข้าใจว่าชีวิตมนุษย์ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนกล่าวถึงในระดับสัจธรรม ความเข้าใจชีวิตมนุษย์ในระดับสัจธรรมดังกล่าวจะช่วยให้เกิดปัญญา มองความเป็นไปของสรรพสิ่งอย่างที่มันเป็น ไม่ใช่อย่างที่เราอยากให้เป็น ผู้อ่านไม่พึงสับสนระหว่างความจริงขั้นปรมัตถ์กับความจริงขั้นสมมติ ในระดับความจริงขั้นสมมติ มนุษย์มีอยู่ในรูปของการบัญญัติ การตกลงร่วมกันว่าชื่อนั้น ชื่อนี้ อาชีพนี้ สถานภาพเป็นอย่างนี้ ฯลฯ การยอมรับความจริงดังกล่าว ทำให้การอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นไปได้ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคม ภาษาที่มนุษย์ใช้ติดต่อสื่อสารกัน ล้วนแล้วแต่วางอยู่บนพื้นฐานของความจริงขั้นสมมติทั้งสิ้น ความจริงขั้นสมมติจึงมีความสำคัญเช่นกัน ตัวอย่างที่ดี ซึ่งอาจเปรียบเทียบให้เราเห็นภาพความสัมพันธ์ระหว่างความจริงขั้นปรมัตถ์และความจริงขั้นสมมติ ได้แก่เรื่องการขึ้นและตกของดวงอาทิตย์ ในชีวิตประจำวันเรามักจะพูดกันว่าพระอาทิตย์ขึ้นกี่โมงหรือตกกี่โมง ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว ดวงอาทิตย์ไม่ได้ขึ้นหรือตกอย่างที่เราสมมติกัน แต่การตกลงร่วมกันดังกล่าว ทำให้เราสื่อสารเข้าใจง่ายขึ้น แม้ความจริงขั้นสมมติจะมีประโยชน์ก็ตาม มนุษย์ก็ไม่ควรยึดติด แต่ควรที่จะใช้ประโยชน์จากความจริงดังกล่าวอย่างรู้เท่าทัน พระพุทธเจ้าเองแม้จะใช้ภาษาในการสั่งสอนธรรม พระองค์ก็ไม่ยึดติดในภาษานั้น ดังพุทธพจน์ว่า "เหล่านี้เป็นโลกสมัญญา เป็นโลกนิรุติ เป็นโลกโวหาร เป็นโลกบัญญัติ ซึ่งตถาคตใช้พูดจา แต่ไม่ยึดติด" ๔. ไตรลักษณ์และกฎแห่งกรรม การที่พุทธศาสนามองสิ่งทั้งหลายในฐานะของการมาประกอบเข้าของสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวมาข้างต้นนัเน ผู้ผ่านพึงเข้าใจว่า สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้ดำรงอยู่ในสภาวะสถิตย์ แต่ดำรงอยู่ในลักษณะพลวัติ อยู่ในรูปกระแส เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การที่บางครั้งเรามองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงของสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น เป็นเพราะสิ่งนั้นเกิดดับอย่างรวดเร็วต่อเนื่อง เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ก็อยู่ในภาวะเช่นนี้ แม้กระนั้นก็ตาม หากใช้ปัญญาพิเคราะห์แล้ว เราย่อมเห็นและยอมรับความจริงข้อนี้ได้ไม่ยากนักว่า สภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งทั้งปวง เป็นอนิจจังไม่เที่ยง หลักเรื่องความเป็นอนิจจังของสิ่งต่างๆ นี้ ปรากฏเช่นกันในอารยธรรมตะวันตก9 ในทางพุทธพระพุทธเจ้าทรงสอนต่อไปว่า ภาวะที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ เกิดขึ้นและเสื่อมสลายไปนี้ เป็นภาวะที่เป็นทุกข์ เพราะถูกบีบคั้น กดดัน ให้เปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ เป็นภาวะที่บกพร่อง ไม่สมบูรณ์ มนุษย์เราก็ตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ ไม่อาจอยู่ในอิริยาบทใดนาน ๆ ได้ ต้องถูกภาวะที่เป็นทุกข์นี้บีบคั้นให้เปลี่ยนแปลงอิริยาบทไป การที่สรรพสิ่งทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เกิดดับตลอดเวลา เลื่อนไหลไปในรูปกระแสตามเหตุปัจจัยเช่นนี้ ย่อมเป็นธรรมดาอยู่เองที่ไม่อาจมีตัวตนหรือเป็นตัวเป็นตนได้ (อนัตตา) อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตานี้ ถือเป็นลักษณะโดยธรรมชาติของสิ่งทั้งปวง10 เรียกกันว่า ไตรลักษณ์ (Die drei Daseinmerkmale)11 หลักอนิจจตาและทุกขตานั้น ปรากฏในคำสอนทางปรัชญาและศาสนาอื่นเช่นกัน และมีมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล หลักธรรมที่จัดว่าเด่นที่สุดและไม่ปรากฏในศาสนาอื่นใดเลยนอกจากพุทธศาสนา ได้แก่ หลักอนัตตา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสรรพสิ่งเกิดจากปัจจัยต่าง ๆ มารวมกัน ไม่มีแก่นหรือตัวตนใดอยู่เบื้องหลัง หลักอนัตตานี้แท้ที่จริงแล้ว คือหลักเดียวกับหลักปฏิจจสมุปบาทที่พระพุทธเจ้ายกขึ้นแสดงในอีกแง่มุมหนึ่ง12 ผูเที่เข้าใจหลักธรรมดังกล่าวถูกต้อง จะเห็นสรรพสิ่งทั้งปวงในรูปกระแสเท่านั้น ท่านนาคารชุน ปราชญ์ในทางพุทธศาสนาฝ่ายมหายานสรุปว่า สรรพสิ่งทั้งปวงว่าง (หลักสุญญตา - Leerheit) การที่พุทธศาสนาเห็นว่าสรรสิ่งทั้งหลายทั้งปวงว่างนี้ ผู้อ่านไม่พึงคิดว่าสรรพสิ่งทุกอย่างขาดสูญ ความดีความชั่วไม่มีอยู่จริง โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี การเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าเช่นนี้ถือได้ว่าผิดพลาด จัดเป็นมิจฉาทิฐฐิอย่างร้ายแรง แม้พุทธศาสนาจะสอนในเรื่องอนัตตา พุทธศาสนาก็ยอมรับการให้ผลของกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด อธิบายความมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านคงสงสัยว่า ถ้าไม่มีตัวตนแล้ว ใครเป็นผู้รับผลกรรม? ใครเป็นผู้ไปเกิด? คำตอบก็คือ ไม่มีใครรับกรรม ไม่มีใครไปเกิด มีแต่กระแสแห่งชีวิตที่เกิดดับเรื่อยไปนั้นรับผลกรรมและไปเกิด ในทางพุทธ ภาวะทั้งฝ่ายรูปธรรมและนามธรรมล้วนเกิดดับทุกขณะ กล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว มนุษย์เปลี่ยนแปลงทั้งกายและจิตในทุกเสี้ยววินาที เมื่อจิตเดิมดับไป จิตใหม่ก็เกิดขึ้นมาต่อเนื่องไป คล้ายกระแสไฟฟ้า ซึ่งไหลไปอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีแก่นหรือตัวตนใด ๆ อย่างไรก็ตาม ความดีความชั่วซึ่งเราทำนั้น จะเป็นเครื่องปรุงแต่คุณภาพของจิต จิตจะบันทึกการกระทำทุกอย่างทั้งทางกาย วาจา และใจไว้ แล้วส่งต่อไปยังจิตที่เกิดขึ้นใหม่และดับไปในทุกเสี้ยววินาที เมื่อถึงเวลากรรมดังกล่าวจะให้ผล เช่นกำหนดภพภูมิที่กระแสเกิดดับแห่งจิตนี้จะไปเกิด หลังจากร่างกายแตกดับแล้ว เป็นต้น โดยภาวะที่เป็นกระแสที่มีการรับและให้ผลของกรรมเช่นนี้ เราย่อมกล่าวไม่ได้ทั้งสองอย่างว่า สัตว์ที่เกิดมาใหม่นั้นเป็นสัตว์เดิมหรือไม่ใช่สัตว์เดิม เช่นเดียวกับเราในวันนี้ หากมองดูรูปถ่ายเมื่อ ๒๐ ปีก่อน เราย่อมบอกไม่ได้ว่า เราเป็นคนเดิมทั้งกายและจิต และบอกอีกไม่ได้เช่นกันว่ เราเป็นคนอื่น ไม่ใช่คนในรูป ในทางพุทธ กรรมกับการให้ผลของกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดในพุทธศาสนา จึงต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับการเวียนว่ายตายเกิดในศาสนาอื่น เช่น ศาสนาฮินดู ที่เชื่อว่ามีอาตมันหรือดวงจิตที่แท้เวียนว่ายสิงสู่ในร่างกายต่าง ๆ เรื่อยไป จนกว่าจิตนั้นจะละเสียได้ซึ่งอวิชชาและรวมเป็นหนึ่งกับพรหม กฎแห่งกรรมเป็นเรื่องที่ไม่เป็นวิสัยพึงคิดสำหรับคนธรรมดา อย่างไรก็ตามในระดับจริยธรรม เราควรเข้าใจกฎแห่งกรรมให้ถูกต้องว่า กฎแห่งกรรมไม่ใช่กฎเดียวที่กำหนดความเป็นไปแห่งชีวิต การยอมรับภาวะไม่ดีที่เกิดขึ้น ไม่แก้ปัญยหาโดยใช้ปัญญา โทษว่าเป็นเรื่องของกรรมแต่ฝ่ายเดียวนั้น ไม่ใช่วิสัยที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ เกี่ยวกับการเวียนว่ายตายเกิดหรือชีวิตโลกหน้านั้น ไม่ใช่เป็นสิ่งที่พุทธศาสนิกชนจะต้องเสียเวลาขบคิด พุทธศาสนามุ่งสอนสัจธรรมและจริยธรรม เพื่อให้มนุษย์เข้าถึงความดี ความงาม และความจริงสูงสุดในชีวิตนี้ ชีวิตโลกหน้าจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่มีความสำคัญน้อยอย่างยิ่ ทรรศนะต่อโลกและชีวิตตามพุทธธรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นการกล่าวโดยสังเขป เพื่อให้ผู้อ่านทราบถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าในแง่มุมที่ผู้อ่านอาจจะไม่ทราบ หรือไม่ได้คิดถึงมาก่อนเท่านั้น หากบทความนี้มีส่วนกระตุ้นให้ผู้อ่านท่านใดศึกษาค้นคว้าต่อไป หรือเพียงแต่ตั้งคำถามและตรึกตรอง เกี่ยวกับความหมายและความเป็นไปของโลกและชีวิตแล้ว ผู้เขียนจะรู้สึกยินดียิ่ง Goettingen, ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ |
จากจุลสารเพื่อน ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ 2541
This
page is maintained by C. Anukul
Last modified since 24/03/2000
Any comment e-Mail tsvd-webmaster@eGroups.com