บทบาทของกลุ่มนักเรียนไทยเมื่อไร้สำนักงานผู้ดูแลฯ  
โดย แสง ธีรศาส์น
    บริบทมันค่อนข้างจะรุนแรงเอาการ ปริมณฑลค่อนข้างจะกว้างไกล ผมหมายถึง ภาวะวิกฤตในทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในครั้งนี้ พวกเราทุกคนถึงแม้จะอยู่กันที่นี้ ต่างก็ได้รับผลกระทบกันโดยถ้วนหน้า ไม่โดยทางตรงก็โดยทางอ้อม ผลกระทบในครั้งนี้ย่อม เป็นเครื่องชี้ชัดและตอกย้ำให้พวกเราได้ตระหนักว่า อำนาจรัฐที่ถูกใช้โดยบุคคลเพียงไม่กี่คน นั้น หากถูกใช้ไปโดยปราศจากการตรวจสอบ หากถูกใช้โดยปราศจากความโปร่งใส และหาก ถูกใช้โดยปราศจากความรับผิดชอบแล้ว ผลที่ใช้ไปในทางที่ ผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้น ย่อมจะ เกิดผลดั่งที่เราได้เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน และสำนักงานผู้ดูแลฯ ก็ตกอยู่ในกระแสของการเปลี่ยน โดยฉับพลันในครั้งนี้เช่นกัน

ผมคงจะไม่พูดถึงวิกฤตการณ์ในทางเศรษฐกิจ ที่ก่อให้เกิดผลให้สนง. ผู้ดูแลฯ ต้องปิดตนเองก่อนเวลาที่ได้กำหนดไว้ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้ว คงเป็นเรื่องที่ไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้ ในภาวะที่เม็ดเงินคงคลังของเราแทบจะหมดสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ประเด็น ที่อยากจะพูดคุยแลกเปลี่ยนก็คือ โฉมหน้าและบทบาทของสมาคมนักเรียนไทยฯ รวมทั้ง กลุ่มนักเรียนไทยเมื่อไร้ สนง. ผู้ดูแลฯ

- ๑ -

เราคงปฏิเสธบทบาทของสนง. ผู้ดูแลฯ ทั้งในอดีตและปัจจุบันไม่ได้ว่า มีส่วน สำคัญต่อความสำเร็จของผู้ที่มาศึกษาในเยอรมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อนักเรียน หรือ ข้าราชการที่อยู่ในความดูแลของ สนง. ผู้ดูแลฯ ภาระหน้าที่นั้นเริ่มตั้งแต่ การให้คำ แนะนำในการมาศึกษาในเยอรมัน จัดหาที่เรียนภาษา จัดหาที่เรียน Studienkolleg ช่วยจัดหาที่พัก ตลอดถึงการติดต่อหาที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ สนง. ผู้ดูแลฯ ยังทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประสานให้ ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ต่อนักเรียน และะข้าราชการที่อยู่ในความดูแล โดยการ จัดทำจุลสาร "เพื่อน" ซึ่งสำหรับเล่มนี้ ก็ถือ ได้ว่าได้ทำหน้าที่จนมาถึงวาระสุดท้าย และบทบาทที่สำคัญและเด่นชัดประการหนึ่งของ สนง. ผู้ดูแลฯ คือการสนับสนุนต่อการทำกิจกรรมอันสร้างสรรค์ของนักเรียนไทยและ คนไทยในเยอรมัน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดมาโดยตลอด ไม่ว่าการจัดการสัมมนาในเรื่อง ต่าง ๆ โดยอาศัยความพร้อม ในด้านอาคารสถานที่ของ สนง. ผู้ดูแลฯ การใช้สื่อของ จุลสาร "เพื่อน" ในการเผย แพร่ข้อมูล ข่าวสารในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดจน การช่วยประสานงาน เพื่อให้กิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นสำเร็จผลโดยเรียบร้อยสมบูรณ์

หากจะสรุปภาพรวมบทบาทภาระหน้าที่ของ สนง. ผู้ดูแลฯ ที่เกี่ยวโยง โดยตรง กับนักเรียนแล้ว ก็คงสรุปได้อย่างน้อยที่สุด ๓ ประการ

๑. ภาระหน้าที่หลักที่เกี่ยวกับเรื่องขอบข่ายของการศึกษาเล่าเรียน

๒. ภาระหน้าที่ในการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงาน ให้คำ แนะนำ และการให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ และ

๓. บทบาทในการสนับสนุนการทำกิจกรรมของนักเรียนไทย รวมทั้งคนไทยใน เยอรมัน ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

หากไม่มี สนง. ผู้ดูแลฯ แล้ว ภาระหน้าที่ทั้งสามประการดังกล่าวข้างต้น จะดำเนินหรือจัดกาารต่อไปได้อย่างไร สำหรับภาระหน้าที่ที่เกี่ยวกับขอบข่ายของเรื่อง การศึกษานั้น ทางสำนักงาน ก.พ. และแหล่งทุนในประเทศไทยคงจะได้หาวิธีการดูแล จัดการที่เหมาะสมต่อไป ส่วนบทบาทในการเป็นศูนย์กลางในการติดต่อประสานงาน รวมทั้งบทบาทในการสนับสนุน ส่งเสริมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้น เป็นประเด็นที่ผม อยากจะพูดคุยแลกเปลี่ยนกันในโอกาสนี้

ประการแรก บทบาทในการเป็นผู้ประสานงานและเป็นศูนย์กลางในการให้ ข้อมูลข่าวสารนั้น ผมเข้าใจว่า สมาคมนักเรียนไทยฯ (สนทย.) คงจะต้องเข้ามาทำ หน้าที่ในการเป็นสื่อกลางและเป็นผู้ประสานงานให้กับนักเรียนไทยในเยอรมัน ในฐานะที่ เป็นองค์กรอันเป็นศูนย์รวมของนักเรียนไทยในเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การ เป็นศูนย์กลางของสนทย. มีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล มีความจำเป็นที่จะต้อง มีการปรับโครงสร้างองค์กรของสนทย. รวมทั้งทัศนคติบางประการ เพื่อให้ สนทย. สามารถดำเนินการได้บรรลุเป้าหมาย

การปรับโครงสร้างในการจัดองค์กรของสนทย. ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อให้ สนทย. เป็นศูนย์กลางของนักเรียนไทยในเยอรมันอย่างแท้จริง ความมุ่งหมายประการ หนึ่ง เพื่อที่จะให้นักเรียนไทยผู้มาก่อนสามารถจะเข้ามามีส่วนในการให้ความช่วยเหลือ เกื้อกูลต่อนักเรียนผู้มาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการช่วยเหลือเกื้อกูล ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง ที่นอกเหนือจากการดูแลอย่างเป็นทางการของสำนักงานก.พ. ข้อคิดเห็นในการจัดโครงสร้างของกลุ่มนักเรียนไทย และของ สนทย. มีดังนี้

๑. นักเรียนในเมืองต่าง ๆ หรือในกลุ่มเมืองต่าง ๆ ควรจะมีการรวมตัวกันเป็นองค์กร หลวม ๆ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับจำนวนนักเรียนในแต่ละเมือง หรือในแต่ละกลุ่มเมือง การรวม ตัวกันอาจจะครอบคลุมเขตที่ตั๋วนักเรียนไปถึง หรืออาจจะอาศัยเกณฑ์อื่น ๆ ตามความ เหมาะสม การรวมกลุ่มกันควรจะเริ่มแบบเป็นไปตามธรรมชาติ อาจจะเริ่มจากการ นัดพบปะกันเพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน พบปะเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ต่าง ๆ การพบปะกันที่เป็นไปโดยธรรมชาติจะค่อย ๆ นำไปสู่การรวมตัวกันที่เหนียว แน่นมากขึ้น เมื่อถึงจุดนั้นอาจจะมีการกำหนดการทำกิจกรรมต่าง ๆ กัน ตามความ เหมาะสมของแต่ละเขต เพราะกลุ่มเมืองพื้นฐานต่าง ๆ เหล่านี้ จะเป็นกลุ่มที่เข้ามาดูแล ผู้มาใหม่อย่างแท้จริง เพราะโดยลำพังของสนทย. แล้วก็ไม่อาจจะเข้าไปดูแลได้อย่าง ทั่วถึง แต่สนทย. จะเป็นองค์กรกลางที่จะประสานและให้ข้อมูลต่าง ๆ ระหว่างผู้มาใหม่ กับกลุ่มพื้นฐานต่างๆ

๒. ในแต่ละเมือง หรือแต่ละกลุ่มเมืองที่มีการรวมตัวขึ้น ควรจะมีผู้ประสานงานที่จะทำ หน้าที่เป็นตัวประสานระหว่างกลุ่มนักเรียนในเขตนั้น กับสนทย. หรือกับกลุ่มนักเรียน ในเขตอื่น ๆ

๓. การจัดโครงสร้างของสนทย. ควรจะให้มีตัวแทนของกลุ่มเมืองต่าง ๆ เข้าร่วม ในคณะกรรมการของสนทย. อย่างน้อยกลุ่มเมืองละ ๑ คน เพราะการจัดองค์กรใน ลักษณะเช่นนี้ จะทำให้มีการประสานกันอย่างแนบแน่นกันมากขึ้นระหว่าง สนทย. กับ กลุ่มเมืองต่าง ๆ นั่นก็หมายถึงกับบรรดานักเรียนทั้งหลายนั่นเอง และจะก่อให้เกิดผลดี ในแง่ของการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ มากขึ้น เพราะทุก ๆ ส่วน ของนักเรียนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของ กิจกรรมแต่ละกิจกรรม และอาจจะ รวมถึงนโยบายต่าง ๆ ของสนทย. ด้วย

ด้วยการจัดองค์กรของกลุ่มนักเรียน และของสนทย. ในลักษณะเช่นนี้ จะเอื้อ ต่อการเข้ามามีส่วนช่วยเหลือดูแลผู้มาใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังก่อ ให้เกิดความผูกพัน ความสามัคคี ขึ้นในหมู่นักเรียนไทยที่มาศึกษาในเยอรมัน สิ่งเหล่านี้ อาจจะมีส่วนในการทดแทนกับส่วนที่ขาดหายไปของสนง. ผู้ดูแลฯ ได้ไม่มากก็น้อย

ประการที่สอง เรื่องการเป็นศูนย์กลางในการให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ นั้น เรื่อง นี้เป็นประเด็นหลักที่ได้มีการพูดคุยกันพอสมควร เมื่อคราวที่มีการจัดสัญจรสัมพันธ์ที่ Hannover เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งอาจจะสรุปสาระสำคัญ ของการพูดคุย ได้ว่า การใช้สื่ออิเลคโทรนิก ไม่ว่าจะในรูปของ E-mail ก็ดี Internet ก็ดี หรือการ เปิดหน้า Homepage ของ สนทย. สื่อเหล่านี้จะเข้ามามี บทบาทสำคัญ ในการใช้เป็น เครื่องมือในการติดต่อสื่อสาร รวมทั้งการเผยแพร่ ข้อมูลต่าง ๆ ซึ่ง ทางสนทย. อาจ จะต้องขอความร่วมมือไปยังนักเรียนในเมือง ต่าง ๆ เพื่อที่จะทำ การรวบรวมข้อมูล ในส่วนที่เกี่ยวกับนักเรียนไทย อันจะใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการ ประสานงานต่าง ๆ ต่อไป

ประการที่สาม เรื่องการสนับสนุนการทำกิจกรรมที่สนง. ผู้ดูแลฯ เป็นผู้ให้การ สนับสนุนมาโดยตลอดนั้น เมื่อขาดไร้สนง. ผู้ดูแลฯ ไปก็เป็นการขาดผู้สนับสนุนการทำ กิจกรรมรายใหญ่ไป ไม่ว่าจะในแง่ของอาคารสถานที่ เรื่อง อาหารการกิน รวมทั้ง การ ช่วยเหลือประสานงานต่าง ๆ ดังนั้น รูปแบบของกิจกรรมต่าง ๆ อาจจะออกมาในรูป ของกิจกรรมที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่มีการกระจัดกระจายไปยังเมืองต่าง ๆ ในลักษณะของ กิจกรรมกลุ่มย่อย หรือกิจกรรม ระหว่างเมืองหรือกลุ่มพื้นฐานต่างๆ เช่น การจัด สัญจรสัมพันธ์ ที่กำลังทำกันอยู่ในขณะนี้ แต่ก็ต้องระวังว่าอย่าให้เกิดความรู้สึกว่าเป็น ภาระต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป

- ๒ -

อีกประเด็นที่อยากนำเสนอเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ดังที่ได้เกริ่นไว้แล้วใน ตอนต้นอีกประเด็นหนึ่ง คือ เรื่องการปรับทัศนคติแนวคิดในเรื่องผู้เข้ามามีส่วนร่วม ในกิจกรรมของสนทย. เมื่อสิ้นสุดสนง. ผู้ดูแลฯ หากสนทย. จะต้องรับบทบาทในการเป็น องค์กรกลาง ในการประสานงานระหว่างนักเรียนไทย รวมทั้ง ข้าราชการ ที่มาศึกษา ดูงาน หรืออบรม ผมคิดว่าประเด็นแรกจะต้องทำความ เข้าใจว่า สนทย. เป็นองค์กรอัน เป็นตัวแทนของนักเรียนไทยในเยอรมันทั้งหลายทั้งปวง มิใช่นักเรียนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดย เฉพาะ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรที่จะก่อ ให้เกิดการเข้ามามีส่วนกันอย่างกว้างขวางและ หลากหลายได้มากที่สุด เช่น กลุ่มนักเรียนที่มาศึกษาด้วยทุนของตนเอง กลุ่มนักเรียนที่ ตามบิดามารดามา กลุ่มข้าราชการที่ลามาศึกษาอบรม หรือกลุ่มนักเรียนไทยในลักษณะอื่น ๆ ซึ่ง หากนักเรียนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ได้เข้ามามีส่วนร่วมกับสนทย. ก็จะทำให้เครือ ข่าย ของสนทย.ขยายกว้างขวางออกไป แต่อย่างไรก็ตาม การจะทำให้มีการเข้ามามี ส่วนร่วมอย่างหลากหลายและกว้างขวางนั้น ไม่ใช่ภาระหน้าที่ของสนทย. แต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้น่าจะตกอยู่กับกลุ่มพื้นฐานต่าง ๆ คือกลุ่มนักเรียน ตามเมืองต่าง ๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับ นักเรียนในเขตนั้น ๆ มาก กว่าสนทย. ในคราวสัญจรสัมพันธ์ที่ Hannover มีใครบางคนเสนอว่า การรวบรวม ข้อมูลที่เกี่ยวกับนักเรียนไทยในแต่ละมหาวิทยาลัยนั้น อาจจะกระทำได้โดยการสอบถาม ไปทาง Akademisches Auslandamt ดูว่าในมหาวิทยาลัยนั้น ๆ มีนักเรียนไทยอยู่กี่คน ซึ่งก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะได้ติดต่อบุคคลเหล่านั้นให้เข้ามีส่วนร่วมได้

ข้อคิดที่ตามมา คือ เมื่อนักเรียนจากส่วนต่าง ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในขั้นเริ่ม ต้นแล้ว สนทย. ควรจะจัดกิจกรรมอะไรและอย่างไร เพื่อที่จะดึงให้นักเรียนในส่วนต่างๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนต่อไปในระยะยาว เมื่อ สนทย. ประกอบด้วยกลุ่มบุคคลที่ มีความแตกต่างหลากหลาย การจัดกิจกรรม ต่าง ๆ ของสนทย. ก็จะต้องคำนึงถึงความ หลากหลายของกลุ่มนักเรียนด้วยในขณะเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายทางด้าน ความสนใจ ความหลากหลาย ในด้านวัย หรือหากจะกล่าวอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่มา ศึกษาในเยอรมันนั้น หากจะแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ แล้ว ก็ อาจจะแยกได้เป็น ๒ กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มนักเรียน ที่เพิ่งจบชั้นมัธยมแล้วมาศึกษาต่อกลุ่มหนึ่ง กับกลุ่มข้าราชการที่ลามา ศึกษาต่อ หรือกลุ่มที่ผ่านการทำงานมาแล้ว โดยข้อเท็จจริงระหว่างกลุ่มทั้งสองนี้ก็จะ เกิดมีช่องว่างระหว่างวัย แต่ถ้าหากบุคคล ทั้งสองกลุ่มไม่ปรับที่จะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ก็จะไม่ก่อให้เกิดผลดีอันใดขึ้นต่อทั้งสองฝ่าย ฝ่ายที่อาวุโสมากกว่าก็ขาดโอกาสที่จะได้ เรียนรู้ความคิด ทัศนคติจากคนรุ่นใหม่ คนรุ่นใหม่ก็ขาดโอกาสที่จะได้เรียนรู้ประสบ- การณ์ต่าง ๆ จากคนรุ่นที่อาวุโสกว่า ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ในแง่ของ ชีวิตการเรียน ชีวิตด้านกิจกรรม รวมทั้งชีวิตด้านการงาน

- ๓ -

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดถึงผ่านจุลสาร "เพื่อน" เกี่ยวกับเรื่องความ คาดหวังของสังคมที่มีต่อผู้มาศึกษาในต่างแดน เมื่อตรวจสอบดูแล้ว จะพบว่าหลายคน จะต้องกลับไปเป็นครูอาจารย์ สอนตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ มีไม่น้อยจะต้องกลับไป อยู่ในหน่วยงานที่ยังรอการสร้างสรรค์บุกเบิก บางคนอาจกลับไปอยู่ในหน่วยงานรัฐวิสาห กิจบ้าง หน่วยงานเอกชนบ้าง แต่บางคนอาจจะกลับไปเริ่มกิจการของตน ไม่ว่าสังคม หรือบุคคลใด กลุ่มใด จะคาดหวังจากเราอย่างไรก็ตาม และไม่ว่าเราจะกลับไปอยู่ จุดไหนของสังคมก็ตาม ผมคิดว่าคุณสมบัติ ต่อไปนี้ ควรที่ผู้มาศึกษาในต่างแดนควรจะ มีไว้ในครอบครอง

๑. มุ่งมั่นในการศึกษาในสาขาที่ตนเรียนให้มีความรู้อย่างลึกซึ้ง โดยมีความสามารถที่จะ นำวิชาความรู้นั้นกลับไปประยุกต์ใช้ให้สอดคล้อง เหมาะสมกับ พื้นฐานของสังคมไทย กล่าวคือ นอกจากจะมีความรู้ในศาสตร์ที่ตนได้ศึกษา เล่าเรียนมาอย่างดีแล้ว ยังจะต้อง มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ ในบริบท ของสังคมไทยอย่างดีพอ

๒. การศึกษาเล่าเรียนนั้นจำเป็นจะต้องรู้ให้ลึกไปในเรื่องใด เรื่องหนึ่งอย่างจริงจัง แต่ใน ขณะเดียวกันก็จะต้องรู้ออกไปในด้านกว้างด้วย เพราะความเกี่ยวเนื่องของแต่ละศาสตร์ นั้นย่อมมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน จนยากที่จะแยกแยะออกจาก กัน ได้อย่างเด็ดขาด การเรียนรู้ในมิติด้านกว้าง จะก่อให้เกิดความเข้าใจองค์รวมแห่งความรู้ ซึ่งจะก่อให้เกิด ความมีวิสัยทัศน์ต่อการคิดวิเคราะห์แยกแยะปัญหาอย่างรอบด้าน

๓. นอกเหนือจากการมี I.Q. แล้ว ควรที่จะเรียนรู้ในการพัฒนา E.Q. ด้วย เคยมีการ ตั้งคำถามกันว่า คนที่มี I.Q. สูง ๆ นั้น เมื่อจบการศึกษาแล้วหายหน้าหายตากันไปไหน หลายคนไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตการงาน ท้ายที่สุดแล้วมีการ ค้นพบว่า E.Q. นั้นมี ส่วนสำคัญที่ทำให้บุคคลบรรลุสู่จุดหมายปลายทาง E.Q. หรือ Emotional Quality หรือ วุฒิภาวะในทางอารมณ์ กล่าวคือ การรู้และตระหนักถึงอารมณ์ของตนเอง จัดการ เกี่ยวกับอารมณ์ของตนเองได้ รู้จักที่จะควบคุมอารมณ์ของตนเอง โดยชักจูงให้ตนเอง ทำในสิ่งที่ตนเองรู้ว่าเหมาะสม รู้ และเข้าใจอารมณ์ของคนอื่น และมีศิลปะในการมี ความสัมพันธ์กับผู้อื่น ผมเข้าใจว่า การเข้ามามีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้น มีส่วนอย่างยิ่งในการ พัฒนา E.Q. ให้สูงขึ้น เพราะการทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีความ แตกต่างหลากหลายทางความคิดความเห็น รวมทั้งความแตกต่างหลากหลายทาง อารมณ์ ความรู้สึกนั้น ก่อให้เกิดการเรียนรู้เพื่อประสานความคิด ความเห็น อารมณ์ ความรู้สึกต่าง ๆ เพื่อให้กิจกรรมที่ร่วมกันทำนั้นบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งท้ายที่สุด แล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราต้องพบ เมื่อเราเดินเข้าสู่ช่วงของการทำหน้าที่การงาน

๔. ฝึกฝนให้มีความกล้าหาญ มีความกล้าหาญในการคิด การพูด การเขียน และ การ กระทำต่าง ๆ กล้าหาญในการแสดงออกในที่สาธารณะ ท้ายที่สุดแล้วจะต้องมีความ กล้าหาญในทางจริยธรรม คุณธรรม วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนมาอาจจะไร้ค่า ถ้าหากเรา ไม่มีความกล้าหาญที่จะแสดงสิ่งเหล่านี้ออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การแสดงออกนั้นก็จะ ต้องเข้าใจบริบทของสังคมไทยด้วย และเช่นเดียวกัน วิชาความรู้ที่ร่ำเรียนอาจจะไร้ คุณค่า หากเราใช้วิชาความรู้นั้นไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม ต้องฝึกฝนให้มีความ กล้าในทางจริยธรรม คุณธรรม ยืนหยัด ในการใช้วิชาความรู้บนความถูกต้องชอบธรรม บนพื้นฐานของประโยชน์ของสังคม

๕. ประการสุดท้าย ผมคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่เราชาวพุทธพึงจะต้องมีไว้ในครอบครอง เป็นอย่างยิ่ง วิชาความรู้ในทางโลกทั้งหลายทั้งปวงนั้น เราเล่าเรียน ศึกษาอย่างดี มันก็ ทำให้เรามีหน้าที่การงานที่มั่นคง มีหลักประกันในการดำเนิน วิถีชีวิตในทางโลก บุคคล ทั้งหลายถึงแม้จะมีความรู้มากมายมหาศาล แต่ในที่สุด แล้วก็อาจจะเอาตัวไม่รอด เมื่อ ตกอยู่ในภาวะวิกฤตต่าง ๆ ท่านพุทธทาสเคย กล่าวไว้ว่า "อย่าลืมว่าเราไม่ใช่เกิดมาเพื่อ อาชีพ เราเกิดมาเพื่อให้ได้สิ่งสูงสุดที่มนุษย์ควรจะได้รับ อาชีพเป็นเพียงอุปกรณ์เล็ก น้อยให้เรามีชีวิตรอดอยู่ได้ เพราะเราจะได้ทำไป ๆ เพื่อสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้ รับ" ดังนั้น นอกจากการเรียนรู้วิชาในทางโลกแล้ว การขวนขวายเรียนรู้วิชาในทาง ธรรมนั้น จึงเป็นสิ่งที่ต้องรีบพึงกระทำโดยรีบด่วน เพื่อให้เกิดความชาญฉลาดในทาง ธรรม ความฉลาดในทางธรรมคือ การขจัดอวิชชาให้หมดสิ้นไป อวิชชา คือ ความไม่รู้ จริง ไม่รู้ความจริงของชีวิตว่า ชีวิต คือ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ และสัจจะ ๔ หลักธรรมพื้นฐานต่างเป็นสิ่งที่เราชาวพุทธควรจะศึกษาค้นคว้า เพื่อน้อม นำมาเป็นแนวปฏิบัติในการดำเนินวิถีชีวิต เพราะท้ายที่สุดแห่งชีวิตแล้ว มนุษย์จะต้อง เผชิญกับปัญหาที่ไม่อาจแก้ไขเยียวยาได้ด้วยวิถีแห่งทางโลก วิถีทางธรรมเท่านั้น คือ คำตอบที่ประจักษ์ชัดเป็นสัจจะนิรันดร์กาล

- ๔ -

การเดินทางมาถึงวาระสุดท้ายของ สนง. ผู้ดูแลฯ เป็นความจำเป็นที่มิอาจจะ หลีกเลี่ยงขัดขวางได้ ในด้านหนึ่งนั้น มันเปรียบเสมือนการขาดญาติผู้ใหญ่ที่คอยช่วย เหลือดูแล ให้ความอบอุ่น ให้กำลังใจ ให้ความเอื้ออาทร เหมือนพี่ ดูแลน้อง เหมือนพ่อ แม่ดูแลลูก ข้อความข้างต้นที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ไม่ว่าจะเป็นการประสานรวมกลุ่มของ นักเรียนตามเมืองต่าง ๆ หรือกลุ่มเมืองต่าง ๆ รวมไปถึงการปรับปรุงการจัดโครงสร้าง ของสนทย. ก็เพื่อจะให้กลุ่มพื้นฐานต่างๆ เหล่านี้ เข้ามาสานรับภาระในการให้ความช่วย เหลือดูแล ให้ความอบอุ่น ให้กำลังใจ ให้ความห่วงหาอาทรต่อกันและกัน โดยมีสนทย. เป็นศูนย์กลางของการประสาน

การดำรงอยู่ของสนง. ผู้ดูแลฯ นั้น ก็เพื่อจะเสริมส่งให้ผู้มาศึกษาเล่าเรียนได้ ประสบผลสำเร็จ นำวิชาความรู้กลับไปพัฒนาประเทศชาติบ้านเมือง นั่นคือ ความ มุ่งหมายอันสำคัญของ สนง. ผู้ดูแลฯ ความคาดหวังที่สังคมมีต่อผู้ที่มาศึกษาในต่างแดน นั้น ควรจะมีส่วนในการกระตุ้นศักยภาพของผู้มาศึกษาเอง ซึ่งในด้านหนึ่งก็ก่อให้เกิด มรรคผลในทางส่วนบุคคล ในอีกด้านหนึ่งมักก็คือ มรรคผลที่เกิดต่อประเทศชาติบ้าน เมือง ภาระหน้าที่ในการกระตุ้นเตือน ปลุกเร้า เพื่อให้เกิดจิตสำนึกนั้น ผมมองไม่เห็น ใครอื่น นอกจากพวกเราด้วยกันเอง ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็น สนทย. ก็ดี กลุ่มนักเรียนตาม เมืองต่าง ๆ ก็ดี จำเป็นจะต้องปรับวุฒิภาวะของตนเอง เพื่อสานรับกับความเปลี่ยน แปลงที่กำลังจะก้าวเข้ามา และนั่นคือ การสืบสานภาระหน้าที่อันสำคัญของ สนง. ผู้ดูแลฯ

เช้าวันพรุ่งนี้ ถึงแม้จะสิ้นไร้ สนง. ผู้ดูแล แต่ถ้าหากภารกิจแห่งการสร้างสรรค์ ได้ถูกสืบทอด สืบสานกระจายไปในหมู่พวกเราทั้งหลายทั้งปวงแล้ว รุ่งอรุณของวันพรุ่ง ดูจะไร้ความวิตกกังวลใด ๆ แต่ถ้าเช้าวันพรุ่ง เมื่อสิ้นไร้ สนง. ผู้ดูแลฯ และหากยังสิ้นไร้ การสืบสานภารกิจแห่งการสร้างสรรค์ สิ้นไร้ต่อ ความมุ่งมั่น มุ่งหวัง ต่อการสร้างสรรค์ ของตนเอง สร้างสรรค์สังคม ไร้ทิศทางต่อ การก้าวย่างไปข้างหน้า รุ่งอรุณของวันพรุ่ง จะมีความหมายอะไร ถ้ามันมิได้ หมายถึงการตื่นขึ้นของผู้ที่ยังหลับไหล

 

จากจุลสารเพื่อน ปีที่ 15 ฉบับที่ 3 ประจำเดือนพฤษภาคม 2541

หน้าหลัก ข่าวสาร คลังบทความ