บรรยากาศในพระบรมมหาราชวังช่วงกลางเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้นเงียบงันจนรู้สึกวังเวง

เหล่าข้าราชบริพานในพระองค์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๖ ต่างหมอบเฝ้า ด้วยอาการอันสงบคอยสดับฟังข่าว พระอาการประชวรอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน ใจของแต่ละคนนั้น คงกระวนกระวายด้วยความเป็นห่วงองค์พระประมุขของพวกเขา

หลายต่อหลายคนรวมทั้ง ราษฎรทั่วไปต่างสวดมนต์วิงวอน ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยดล บันดาลให้อาการนั้นหายเป็นปกติ เพื่อที่จักทรงอยู่ เป็นมิ่งขวัญของประเทศชาติสืบไป

 

ครั้นเมื่อกลางดึกอันล่วงเข้าวันที่ ๒๖ พฤษจิกายนของปีนั้น...

หลังจากที่ดิฉันได้เข้าเฝ้าฯ พระองค์ท่านในงานฤดูหนาวที่พระราชอุทยานสราญรมย์แล้ว ในปลายปีรุ่งขึ้นก็ทรง พระประชวรด้วยพระโรคอันตะ (ลำไส้) ระหว่างประชวร คุณพ่อคุณแม่จะเข้าไปเฝ้า พระอาการทุกคืน โดยที่ดิฉันจะขอติดตามไปด้วยเสมอ เวลาเฝ้าฯ ทางสำนักราชวังจะจัดที่รับรองเหล่าข้าทูลละอองธุลีพระบาท ส่วนใหญ่จะเป็นข้าราชการ มีตำแหน่งเข้าเฝ้าฯได้ โดยฝ่ายใน (ซึ่งเป็นผู้หญิง) จะเฝ้าฯ กันอยู่ภายในประตู และฝ่ายหน้า (ผู้ชาย) จะอยู่ข้างนอก โดยในหลวงประทับ ณ จักรพรรดิพิมานซึ่งถัดจาก พระที่นั่งอัมรินทรวินิจฉัยเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน

เหตุที่พระองค์ทรงย้ายที่ประทับจากพระราชวังพญาไทเข้ามา ในพระบรมมหาราชวังนั้น

เพราะว่าพระนางเจ้าสุวัทนาพระวรราชเทวีจะมีประสูติการพระองค์ จึงมีพระราชประสงค์ที่จะให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อพระนางฯ มีพระประสูติการเป็นพระราชธิดา (คือ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพรรณวดี) ในตอนสายของวันที่ ๒๕ พฤศจิกายนแล้ว ค่ำวันนั้น ดิฉันจำได้ ว่ายังนุ่งชิ่นสีชมพูไปเฝ้าฯ และเห็นบริเวณลานหน้าพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทจุดไฟสว่าง ไสวโดยรอบจนพราวตา จนถึงเวลาสมควรจึงกลับมาบ้าน

หลังจากทราบข่าวสวรรคต ตอนกลางดึกอันล่วงเข้าที่ ๒๖ พฤศจิกายนแล้ว

คุณพ่อในฐานะอธิบดีกรมราชทัณฑ์ จึงรีบไปตรวจความเรียบร้อยของทั้งสองคุก หากจะมีการประหารชีวิต ทางคุณแม่กลับ มาบ้าน จัดการให้คนไปซื้อผ้าดำที่สำเพ็งแต่เช้า มิฉะนั้นจะขึ้นราคากันหากมีประกาศ จากทางสำนักพระราชวังออกมาแล้ว ซื้อมาทีเป็นพับๆ เพราะต้องแจกให้ทุกคนในบ้าน แต่งไว้ทุกข์ (การไว้ทุกข์ของราษฎรนั้น ในยามปกติ จะนุ่งโจง กระเบนหรือชิ่นดำ สวม เสื้อขาว) ส่วนงานพระบรมศพนั้น จัดขึ้นที่พระที่นั่งดุสิตมหาประสาท หากจะเข้าไป ถวายบังคมในงานพระราชพิธี ซึ่งจัดขึ้นทุก ๗ วัน ก็ต้องนุ่งขาวห่มขาว และแต่งขาว อีกทีตอนออกพระเมรุวายพระเพลิงที่ท้อง สนามหลวง ในครั้งนั้นต้องแต่งไว้ทุกข์กันเป็น เวลา ๑ ปี

พระเจ้าอยู่หัวพระองค์ใหม่ คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชสมบัติสืบต่อมา

ในช่วงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังตกต่ำอย่างรุนแรง และประเทศสยาม ก็ได้รับผลกระทบกระเทือนด้วยอย่างมาก พระองค์จึงหาวิถีทางแก้ไข ปัญหาด้วยวิธีการ ต่างๆ เพื่อประหยัดรายจ่ายของประเทศ อาทิ การตัดงบประมาณ รายปีของพระองค์เอง ลงส่วนหนึ่ง และอีกทาง คือ

การตัดทอนยุบกรมกอง และปลดข้าราชการ เพื่อทำงบ ประมาณแผ่นดินให้ เข้าสู่ดุลยภาพ สำหรับคนที่ถูกปลด นั้นจะเรียกว่าถูกดุล

คุณพ่อเป็นผู้หนึ่งที่ถูกดุลด้วย ขณะที่มีอายุราว ๔๖-๔๗ ปี ซึ่งเมื่อก่อนนั้น การเกษียณ อายุราชการจะเกษียณตอนอายุ ๕๕ ปี ถือว่าแก่มากแล้ว แต่สมัยนี้บาง คนอายุ ๖๐ ยังดูอ่อนกว่าวัยตั้งมาก เงินบำนาญที่คุณพ่อได้รับตกเดือนละห้าร้อยกว่าบาท แต่ตอนทำ ราชการได้เดือนละ ๑๓๕๐ บาท เมื่อรายได้ของครอบครัวน้อยลง จึงต้องหาทาง ประหยัดด้วยวิธีการต่างๆ และทางหนึ่งก็คือ

การลดค่าใช้จ่ายในเรื่องการศึกษาของลูกๆ ที่มีถึง ๑๒ คน

นับว่าครอบครัวของเราโชคดีมากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากทูล กระหม่อมฟ้าหญิง คือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวง เพชรบุรีราชสิรินทร (พระยศในขณะนั้น) ทรงพระเมตตารับอุปถัมภ์ในเรื่องการศึกษา ของน้องดิฉันถึง ๓ คน ให้ไปศึกษาเป็นนักเรียนกินนอน ณ โรงเรียนราชินี ตรงปากคลองตลาด สำหรับดิฉันยังคงศึกษาอยู่ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟต่อไป แม้ว่าคุณพ่อจะ ไม่ได้ทำงาน แต่ท่านก็มีโรงกลึงที่บ้าน มีเครื่องมือทางช่างต่างๆ ทำเป็นงานอดิเรก ท่าน ไม่ได้ปล่อยเวลา ให้ล่วงไปเสียเปล่าๆ เลย ทุกเย็นท่านก็ขึ้นรเที่ยวชมบ้านเมือง เอาลูกๆ ไปด้วย ซึ่งดิฉันได้ไปค่อนข้างบ่อยกว่าพี่น้องคนอื่น จึงรู้จักสถานที่ต่างๆ มากพอสมควร