พ ฤ ษ ภ า ค ม ๒ ๕ ๔ ๓ : ?

 

ผมยังไม่รู้หรอกครับว่าพฤษภาปีหน้า ผมจะอยู่ตรงไหน จะพบเห็นเหตุการณ์อะไรหรือได้เจอ ใครๆ อีก รู้แต่ว่าถ้าปีหน้าท่านปรีดีของพี่สมบัติยังอยู่ ท่านจะอายุครบร้อยปี

ผมค่อยๆเปิดหนังสือชื่อชีวประวัติย่อของนายปรีดี พนมยงค์ อ่านอย่างช้าๆทุกวรรค ทุกตอน ในบทที่ว่าด้วย กิจกรรมพิเศษระหว่างศึกษาในฝรั่งเศส เมื่อปี๒๔๖๖-๖๗

ท่านปรีดีได้ร่วมกับนักเรียนไทยในฝรั่งเศสกับสวิตเซอร์แลนด์ และนักเรียนไทยในประเทศ อื่นๆ จัดตั้งสมาคมอันหนึ่งอันเดียวกันชื่อว่า สามัคคยานุเคราะห์สมาคม

ท่านปรีดีได้รับเลือกตั้งให้เป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก สองปีถัดมาเป็นสภานายกสมาคม ท่านปรีดีรณรงค์ให้มีการจัดการปาฐกถาทางการเมืองมากขึ้น เนื่องจากเห็นว่าเป็นกระแส ร่วมกันที่จะสร้างระบบการเมือง แบบประชาธิปไตย

นอกจากนี้มีการอภิปรายวิจารณ์การทำงานของเอกอัครราชทูตยุคนั้น เกี่ยวกับเรื่องเงินค่าใช้ จ่ายนักเรียนที่ได้ไม่เพียงพอ มีการเรียกร้องขอเงินเพิ่มจากการเคลื่อนไหวครั้งนั้น

ท่านปรีดีถูกกล่าวหาว่าทำตัวประดุจหัวหน้าสหภาพแรงงาน เจ้าหน้าที่สถานทูต เห็นว่าทำตัว เป็นปฏิปักษ์ ถึงขนาดทำรายงานถวายพระเจ้าอยู่หัวให้ทรงทราบ

เนื่องจากนโยบายหลวงยุคนั้น ไม่ให้นักศึกษามีเสรีภาพในการจัดกิจกรรมทางสังคม หากจะเคลื่อนไหวกัน ก็ต้องไปจัดตั้งเป็นสมาคมใหม่ แต่ยังต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของ สถานทูตอย่างเคร่งครัด

นักศึกษารุ่นเด็กจะต้องไม่เป็นสมาชิกสมบูรณ์ ไม่มีสิทธิออกเสียง อาจทำได้เพียงเข้าร่วม ในค่ายวันหยุดภายใต้การดูแลเป็นพิเศษ พวกนี้จะต้องอยู่ห่างจากนักศึกษารุ่นใหญ่ให้มาก ที่สุดในขณะที่เข้าร่วมกิจกรรมการกีฬาและการบันเทิง

ในบทที่ว่าด้วยประชุมครั้งแรกก่อตั้งคณะราษฎร เมื่อปีพ.ศ.๒๔๗๐ มีผู้เข้าร่วม ๗ คน ร.ท.ประยูร ทหารกองหนุน ร.ต.ทัศนัย ร.ท.แปลก(จอมพลป.) นักเรียนทหารในฝรั่งเศส นายตั้ว นักศึกษาในเยอรมันนี หลวงสิริราชไมตรี ผู้ช่วยสถานทูต นายแนบ เนติบัณฑิต อังกฤษ และท่านปรีดี ในการเคลื่อนไหวทำการใหญ่เพื่อชาติครั้งนั้น ท่านปรีดีมีอายุเพียง ๒๗ ปี

ที่ปกหลังของหนังสือเล่มนี้ท่านปรีดีได้เขียนเป็นหมายเหตุว่า

เขียนขึ้นตามที่นายกสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน (นายสมบัติ) ฯ ได้ขอมาเพื่อจะนำไป เสนอในที่ประชุมนักเรียนให้ได้ทราบ

หนังสือเล่มดังกล่าวคุณยายกรุณามอบให้ผม ในคราวที่พวกเราเดินทางไปกราบท่านที่ถนน Bourg la Reign ชานกรุงปารีสเมื่อวันหยุดฟิงสเทนที่ผ่านมาครับ

คุณยายเล่าว่านายปรีดีมีความผูกพันกับการศึกษาทางยุโรป และการจัดกิจกรรมนักศึกษา ตั้งแต่สมัยมาเรียนกฎหมายที่ฝรั่งเศส ส่วนตัวของนายปรีดีเอง ได้อะไรมากจากการมาเป็น นักเรียนอยู่ทางนี้

ได้เรียนรู้ว่าประชาธิปไตยสามารถสร้างรากฐานชีวิตให้ผู้คนได้ อำนาจจักต้องเป็นของ ประชาชนอย่างแท้จริง การมาเรียนทางนี้ ทำให้นายปรีดีได้เห็นสิ่งใหม่ นำสิ่งดีไปแก้ไข สังคมไทย

คุณยายพูนศุขกลับมาที่นี่สามปีครั้ง ทุกเช้าจะเดินจากห้องพักของหลาน ไปยังบ้านหลังเก่า ที่ขายให้คนเวียดนามไปแล้ว มีความสุขแม้เพียงได้ยืนมองลอดรั้วเข้าไป รำลึกถึงวันเวลา เก่าๆ ที่สนามเคยใช้จัดพูดคุยกับพวกนักเรียนบ่อยๆ

นักเรียนไทยที่ฝรั่งเศสได้คุ้นเคยกันทุกยุคทุกสมัย นักเรียนไทยในเยอรมันก็รู้จักเยอะ คุณยายยังไล่ชื่อนักเรียนรุ่นเก่าๆ ให้เราฟังหลายคน คุณน้าวาณี ลูกสาวคนเล็กของท่านปรีดี เล่าต่อว่า

คุณพ่อผูกพันกับนักเรียนที่เยอรมันมาก มีความสุขมากที่ได้ร่วมกิจกรรมด้วย เมื่อได้รับเชิญ ให้ไปร่วมกิจกรรมกับนักเรียนไทยที่เยอรมัน เราก็จะขับรถข้ามประเทศกันไป นักเรียน เยอรมันยุคนั้นหัวก้าวหน้า รวมตัวกันเหนียวแน่น เป็นกำลังสำคัญของนักเรียนในยุโรป

ผมกลับมานั่งนึกถึงคำของคุณยาย นึกถึงหนังสือเล่มนั้น นึกถึงพี่สมบัติ ป้าทัศน์ นึกถึง พวกเราทุกคน และสุดท้ายนึกถึงสังคมไทย

ท่านปรีดีอายุเท่าๆ พวกเราเมื่อทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ ท่านปรีดีเป็น ลูกหลานชาวบ้านนอกเหมือนเรา แต่ได้ทำกิจกรรมสำคัญเพื่อชาติ ปัญหาบ้านเมืองในยุค ของท่านหนักหนาสาหัสพอๆ กับยุคสมัยของเรา

ผมเลยยังหาข้อแก้ตัวไม่ได้ว่า ทำไมพวกเราถึงได้เฉยชากันนัก เทียบกับรุ่นพี่ยุคก่อนๆ ไม่ได้เลย

หรือจะเป็นเพราะวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ความเคลื่อนไหวของผู้คนเปลี่ยนแปลง ไปด้วย เป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ช้าลง ช้าลง จนนิ่งเงียบไม่ไหวติง ไม่รู้ร้อนรู้หนาว กับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น

วันเวลาของท่านปรีดีกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพื่อเสรีไทย และวันเวลาของพี่สมบัติ กับกระแสแห่งการความเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาไทยได้ผ่านพ้นไปแล้ว ตรงหน้านี้มีวันใหม่ของพวกเรามาอยู่แทนที่ การที่ความสงบเงียบ(จนเหงา)เข้ามาเยือน ในที่ซึ่งครั้งหนึ่งมีกิจกรรมผ่านไปมาคลาคล้ำ จะหมายความว่าท้องทะเลแห่งนี้ไร้สิ้นพลังหรือไม่ ผมกับเพื่อนๆ คงต้องร่วมกันรับผิดชอบที่จะค้นคิดหาคำตอบครับ