การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่สำคัญสองประการ
คือ การรวมประเทศเยอรมัน
ตะวันตกและเยอรมันตะวันออกเมื่อฤดูใบไม้ร่วมปีค.ศ.
1989 และการรวมกลุ่มประชาคม
ยุโรป
มีผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อด้านชีววิทยาด้วย เนื่องจากตลาดแรงงาน
ความต้องการบุคลากร
แนวทางรวมทั้งโอกาสในการ
ประกอบอาชีพด้านนี้
ได้ขยายกว้างออกไปทั่วทั้งทวีปยุโรป
ทำให้สาขาวิชาที่เปิดสอนเพิ่ม
จำนวนขึ้น
ทั้งยังแตกย่อยสาขาออกไปอีกหลายด้าน
ในช่วงปีค.ศ.
1980-1989
ความสนใจที่จะศึกษาต่อในสาขาวิชาทางชีววิทยามีเพิ่ม
มากขึ้นเรื่อย ๆ
จำนวนนักศึกษาเฉพาะในเยอรมันตะวันตกใน
ขณะนั้น มีประมาณ 4,3000 คน
(Wintersemester 90/91)
นักศึกษาส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง
และอัตรานักศึกษาหญิงในคณะ
นี้ก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก
แต่เมื่อมาพิจารณาดูจำนวนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาแล้ว
ปรากฎว่าจำนวนนักศึกษาชายที่สำเร็จการศึกษาในสาขาวิชานี้มีมากกว่า
จากจำนวน
บุคลากรและอาจารย์ในมหาวิทยาลัยพบว่าเป็น
หญิงเพียง 51 คน จากทั้งหมด 920 คน
ซึ่งเป็น อัตราส่วน 25%
ของทั้งหมด
การสมัครเข้ารับการศึกษาในคณะชีววิทยาของเยอรมัน
ต้องผ่านการคัดเลือกด้วย ระบบ
Numerus - Clausus นั่นคือ
มีการจำกัดจำนวนนักศึกษา
ทีสมัครเข้าเรียน สำหรับ
นักศึกษาต่างชาตินั้นจะได้รับสิทธิให้เข้ารับการศึกษา
ได้ประมาณ 5-7 % ของจำนวน
นักศึกษาที่ได้รับคัดเลือกให้เข้ารับการศึกษาในคณะนี้ทั้งหมด
ระยะเวลาในการศึกษาจนถึง
Diplom-Abschluss ตามกฎคือ 10
ภาคการศึกษา (5 ปี)
แต่โดยเฉลี่ยแล้วนักศึกษาจะสำเร็จการศึกษาภายใน
เวลา 12-13 ภาคการศึกษา
ช่วงเวลาที่ใช้ในการศึกษาในคณะชีววิทยา
แบ่งออกได้เป็น 3 ช่วง ดังนี้
- Grundstudium
4 ภาคการเรียน
- Hauptstudium
4 ภาคการเรียน
- Spezialisierungstudium
2 ภาคการเรียน
Grundstudium
ในช่วงของ
Grundstudium นี้
นักศึกษาจะได้ศึกษาวิชาพื้นฐานทั่วไป
ทุกสาขาของ ชีววิทยา
ทำให้นักศึกษามีโอกาสเรียนรู้และทำความรู้จักสาขาวิชา
อื่นไปด้วยพร้อมกัน เพื่อ
ที่จะสามารถตัดสินใจเลือกเรียนสาขาเฉพาะทางใน
ระดับ Hauptstudium ได้ต่อไป
นอกจากวิชาทางด้านชีววิทยาแล้ว
วิชาที่ต้องศึกษาเพิ่มเติมแขนงอื่น
ก็มี เช่น คณิตศาสตร์ เคมี
ฟิสิกส์
ซึ่งต้องใช้ความรู้พื้นฐานเหล่านี้ในการศึกษาระดับสูง
และการ
ปฏิบัติในห้องทดลองต่อไป
ในระดับ Grundstudium
นี้
ประกอบไปด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนหลายรูป
แบบด้วยกัน
ซึ่งนักศึกษาควรจะเข้าร่วมทุกกิจกรรม
หากต้องการสอบ Vordiplom- Pruefung
(การสอบก่อนที่จะเข้าเรียนในระดับ
Hauptstudium) ตามปกติกิจกรรมการ
เรียนการสอนมีดังนี้ Vorlesungen,
Uebungen, Praktika นอกจากนั้นยังมี Tutoren
และ Exkursion
- Vorlesung
เป็นการบรรยายสรุปเนื้อหาโดยรวม
ๆ เท่านั้น นักศึกษา
จะได้รับข้อมูล
อย่างคร่าวๆ
เกี่ยวกับเนื้อหาและขอบเขตของข้อสอบ
รวมทั้งหนังสือต่างๆ
ที่ต้อง
ไปค้นคว้าอ่านเพิ่มเติมเอง
- Praktika
und Uebungen
นักศึกษาจะนำความรู้ต่าง ๆ
ที่ได้จากการ เข้าฟัง Vorlesung
หรือที่ค้นคว้าด้วยตนเองมาใช้ดัดแปลงในการทำการทดลองและ
วิเคราะห์
ซึ่งนักศึกษาก็จะได้เรียนรู้กระบวนการ
ทักษะทางวิทยาศาสตร์
วิธีการ ทำงาน
และเทคนิคต่าง ๆ
ไปพร้อมกันด้วย Praktika และ
Uebungen เหล่านี้
จะถูกวัดผลในรูปแบบของการสอบ
Klausur ส่วนใหญ่ Praktika
มักจะมีปัญหาใน
เรื่องจำนวนที่ว่างที่
นักศึกษาจะขอลงชื่อเข้าร่วม
เพราะมักจะเต็ม คือ
ที่นั่งมีไม่
เพียงพอกับจำนวนนักศึกษา
บางรายต้องเข้าบัญชีรอเป็นเวลาหลายเทอมก็มี
- Tutorien
เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่รับผิดชอบโดยนักศึกษา
ที่เรียนมาหลาย เทอมแล้ว
ในกิจกรรมนี้
นักศึกษาก็จะสามารถถามปัญหา
ข้อข้องใจ ที่ไม่กล้าถามใน
Vorlesung หรือ Praktika
ซึ่งก็จะทำให้
ความสงสัยในวิชานั้น ๆ
ลดน้อยลงหรือ หายไป
รวมทั้งอาจมีการร่วมกันแก้ปัญหาโจทย์หรือคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาวิชาที่
พิเศษลงไปอีก
ซึ่งนักศึกษาจะไม่พบในกิจกรรมการเรียนการสอนอื่นเลย
- Exkursionen
เป็นกิจกรรมที่มีความสำคัญอีกกิจกรรมหนึ่งของการเรียนในระดับ
Grundstudium (Exkursion หมายถึง
ทัศนศึกษา หรือ ดูงาน)
นักศึกษาก็จะได้
เรียนรู้และรู้จักสิ่งมีชีวิตต่าง
ๆ
ตามสภาพที่อยู่อาศัยอยู่จริงในธรรมชาติ
ดังนั้น
การจัดทัศนศึกษาแต่ละครั้ง
ก็จะจัดไปในที่ซึ่งเป็นระบบนิเวศน์แบบเปิด
เช่น ทุ่งหญ้า เขตร้อนชื้น
ทะเลทราย หนอง บึง ฯลฯ
กิจกรรมทัศนศึกษานี้รวมไปถึงการดูงาน
ตามโรงงาน สถาบันวิจัย
และสถานที่ราชการด้วย
การศึกษาในระดับ
Grundstudium
เป็นการศึกษาที่มีการบังคับให้เข้าร่วมทุก
กิจกรรมการเรียนการสอน
ครึ่งหนึ่งของเนื้อหาจะเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานทางชีววิทยาและ
อีกครึ่งหนึ่งเป็นความรู้ในสาขาอื่น
คือ เคมี ฟิสิกส์ คณิตศาสตร์
สถิติ เป็นต้น
สำหรับกิจกรรมที่นักศึกษาเข้าร่วมเหล่านี้
นักศึกษาจะต้องผ่านการวัดผลในรูป
แบบต่างๆ ตั้งแต่ รายงาน (Protokoll)
ซึ่งทำใน Praktika และ Uebung
การตอบคำถาม ต่าง ๆ
และการสอบปากเปล่าหรือข้อเขียน
ที่ส่วนใหญ่ อยู่ในรูปของ
Multiple-choice
ตอนช่วงท้ายของการศึกษาในระดับ
Grundstudium จะมีการสอบ Vordiplom- pruefung
เพื่อผ่านเข้าไปเรียนในระดับ
Haupstudium ต่อไป
Haupstudium
จากพื้นฐานของวิชาชีววิทยาและวิชาแขนงอื่นที่ได้เรียนมาแล้วนั้น
นักศึกษาจะได้
เรียนลึกลงไปอีกในช่วงการเรียนช่วงนี้เอง
นักศึกษาจะเข้า
ร่วมกิจกรรมการเรียนการสอน
ที่เป็นลักษณะซึ่งเข้าสู่ทิศทางของการทำงาน
ด้านวิจัยเป็นส่วนใหญ่
ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ
ในระดับ Haupstudium
นี้
นักศึกษาต้องเลือกเรียนเพียงสาขาวิชา
เดียวเท่านั้น
โอกาสที่มีให้เลือกก็มีมากเนื่องจากปัจจุบันมีสาขาวิชาที่เปิดสอน
ในมหาวิทยาลัยมากมาย
วิธีหนึ่งที่อาจมีประโยชน์คือ
การใช้เวลาช่วง 2
เทอมแรกหลังจาก Vordiplom- pruefung เป็น
Orientierungsphase หรือระยะแนะแนว
กล่าวคือ ให้นักศึกษาทำความ
รู้จักสาขาต่าง ๆ
ที่ตนสนใจจะเรียนต่อให้เข้าใจ
จุดมุ่งหมายในการเรียนของตนเองเสียก่อน
หลังจากนั้นจึงค่อยตัดสินใจเลือก
เรียนเน้นหนักต่อไปในสาขาที่ตั้งใจไว้
รวมทั้งควรมา
ศึกษาดูรายละเอียดของ Pruefungsordnung
สำหรับการสอบ Hauptdiplomspruefung ก่อน
เพื่อที่ในขั้นแรกจะได้ทราบระเบียบและเงื่อนไขสำหรับการเรียน
ในช่วงจากนี้ไป
กิจกรรมการเรียนการสอนจะออกมาในลักษณะ
Praktika เสียเป็น ส่วนใหญ่
ค่าใช้จ่ายใน Praktika
จะสูงขึ้นเพราะต้องใช้อุปกรณ์ที่ดี
การทดลอง กินเวลานานขึ้น Praktika
ในระดับ Hauptstudium นี้ เรียกว่า
Fortgeschrittene Praktika หรือ Grosspraktika
นักศึกษาจะได้ใช้เครื่องมือ
อุปกรณ์ และวิธีการที่ทันสมัย
เพื่อความ
ปลอดภัยและผลการทดลองที่เชื่อถือได้
นักศึกษาจะต้องออกแบบการทดลอง
ลงมือทำการ ทดลอง วิเคราะห์
และประเมินผลการทดลองด้วยตนเองทั้งหมด
Grosspraktika นี้
อาจจะทำเพียงคนเดียวหรือบางครั้งเป็นกลุ่มย่อย
และควบคู่ไป กับ Vorlesung หรือ Seminar
เพื่อแนะนำเพิ่มเติมทางทฤษฎี
ในเรื่องเกี่ยวกับ Praktika ที่ทำ
ใน Seminar
ก็จะมีการนำหัวข้อเกี่ยวกับผลการวิจัยใหม่
ๆ ที่น่าสนใจ ในขณะนั้น
มาอภิปราย
โดยจะเป็นการอภิปรายระหว่างผู้เข้าร่วมจำนวนน้อย
ๆ นอกจากผลการวิจัย แล้ว
วิธีการใหม่ ๆ
ทางชีววิทยาและความรู้ที่รวบรวมมาจากตำรา
หนังสืออ้างอิง ก็จะถูก
นำมาอภิปรายใน Seminar นี้ด้วย
ใน Hauptstudium
ก็จะยิ่งมีจำนวนนักศึกษาที่เข้าร่วมอภิปรายน้อยลง
ไปอีก
ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการอภิปรายเฉพาะในกลุ่มที่ทำงานวิจัยในสาขาเดียวกัน
ซึ่งในการจัด
สัมมนาลักษณะนี้มีผลดีก็คือ
นักศึกษาก็จะได้เห็นแนวทางในการทำ
Examensarbeit (Diplomarbeit) ของตนเองด้วย
ว่าสนใจจะทำวิจัยด้านไหน
นอกจาก Praktika และ
Seminar แล้ว
ในมหาวิทยาลัยบางแห่งยังมีกิจกรรม
การเรียนการสอนแบบอื่นอีก
ซึ่งในกิจกรรมนี้จะเป็นกิจกรรมที่
เกี่ยวข้องกับปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นในการทดลองหรือจากการทดลอง
และวิธี แก้ไขปัญหาเหล่านั้น
ในกิจกรรมนี้ก็จะ
แบ่งเป็นเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจใน
ปัญหานั้นจริง ๆ
นักศึกษาต้องพร้อมที่จะเสียสละเวลา
เพื่อการค้นคว้าหาวิธี
แก้ไขปัญหาด้วยความสนใจอย่างจริงจัง
วิธีการทำงานลักษณะนี้
เรียกว่า Projekt-Studium
หรือในภาษาอังกฤษ คือ problem oriented
project studies ลักษณะสำคัญที่เด่น ๆ
ของ Projekt คือ
การร่วมมือทำงานเป็นกลุ่ม
Schwerpunkte
ในระยะ Hauptstudium
นักศึกษาต้องเลือกสาขาที่ตนต้องการ
เรียนต่อ ซึ่งโดย ปกติทั่วไปมี
6 สาขาหลัก ๆ คือ
- Pflanzenphysiologie
- Tierphysiologie
- Genetik
(Gentechnologie)
- Biochemie
(Biophysik)
- Mikrobiologie
(Biotechnologie)
- Oekologie
ถ้าสาขาที่ต้องการศึกษาไม่มีในมหาวิทยาลัยที่กำลังศึกษาอยู่
ก็สามารถย้ายได้หลัง
จากศึกษาในระดับ Grundstudium
เป็นที่เรียบร้อย
สาขา Biochemie
มีอยู่ทั้งในคณะชีววิทยา (Biologie)
และคณะเคมี (Chemie)
แต่ก็มีในบางมหาวิทยาลัยเช่นกันที่มีคณะชีววิทยาเคมี
(Biochemie) แยกออกมาต่างหาก
มหาวิทยาลัยเหล่านั้นก็คือ TU
Berlin, Hannover และ Tuebingen
สาขา Biophysik
นักศึกษาสามารถเข้ารับการศึกษาแบบ
Vollstudium คือแยกเป็นคณะ Biophysik
เป็นของตนเองเลย ที่
Humbolt-Universitaet Berlin
สาขา Oekologie
ที่ไม่ได้อยู่ในคณะชีววิทยา
(Biologie) แต่อยู่ในคณะ Geowissenschaft
ที่ TU Muenchen, Muenster และ Saarbruecken

|