การสมัครเข้าเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย  
   
  1. สำหรับผู้จบระดับมัธยมปลาย (ม. 6 หรือ ปวช.)
  2. สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี
  3. สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท

กำหนดเวลาในการสมัคร

  1. สำหรับภาคเรียนฤดูหนาว คือ ก่อนวันที่ 15 กรกฎาคม
  2. สำหรับภาคเรียนฤดูร้อน คือ ก่อนวันที่ 15 มกราคม

บางสาขาวิชาจะจำกัดจำนวนนักศึกษาต่างชาติที่จะรับ โดยปกติ จะจัดสรรโดย วิธีลำดับคะแนน นักศึกษาต้องยื่นใบสมัครโดยตรงกับ สถานศึกษาที่ต้องการศึกษา ทั้งนี้ เมื่อส่งคำร้องไปแล้ว ทางสถานศึกษา จะส่งคำตอบรับ Zulassungsbescheid ประกอบ ไปด้วยรายละเอียด ดังต่อไปนี้

  • วิชาที่จะได้เรียน
  • ภาคเรียนที่ให้ลงทะเบียนเรียน
  • ข้อมูลสำหรับการจัดเตรียมเอกสารเพื่อใช้ในการลงทะเบียนเรียน
  • ข้อมูลสำหรับกำหนดการลงทะเบียนเรียน

หรือ ปฏิเสธ Ablehnungsbescheid ซึ่งจะบอกเหตุผลของการปฏิเสธ มาให้นักศึกษา ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรเสมอ ปกติจะส่งมาให้ราวเดือนสิงหาคม สำหรับภาคเรียน ฤดูหนาว และราวเดือนกุมภาพันธ์ สำหรับภาคเรียนฤดูร้อน

 

 

 

    1. สำหรับผู้จบระดับมัธยมปลาย (ม. 6 หรือ ปวช.)  
    นักเรียนไทยที่จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายมา ไม่สามารถเข้าเรียนในมหา- วิทยาลัยของเยอรมันได้ทันที ถึงแม้จะมีพื้นความรู้ภาษาเยอรมันดีพอแล้ว เนื่องจาก ประกาศนียบัตรการศึกษาระดับมัธยมศึกษาของไทย ยังไม่ได้รับการรับรองว่าเทียบเท่า ประกาศนียบัตรการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสูงสุดของเยอรมัน Abitur จำเป็นต้อง ผ่านการสอบ Feststellungspruefung (German University Entrance Examination) เสียก่อนซึ่งจัดสอบปีละ 2 ครั้งโดย Studienkolleg fuer auslaendische Studierende (University Preparatory Course for Foreign Students)

การขอสอบ FSP ต้องกรอกคำร้องขอเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย Antrag auf Zulassung zum Studium และคำร้องขอสอบ Antrag auf Zulassung zum Teilnehmen an FSP และต้องเตรียมเอกสารต่อไปนี้

1. ใบรับรองทางการศึกษา ได้แก่

  • ประกาศนียบัตรมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
  • หนังสือรับรองของกระทรวงศึกษาธิการ ที่แสดงว่าสามารถศึกษาต่อ ในระดับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้
  • รายละเอียดวิชาและผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษา Transcrip of Records ภาษาอังกฤษ

2. ใบรับรองความรู้ภาษาเยอรมัน

3. ใบรับรองทางการเงิน ได้แก่ หนังสือรับรองจากผู้ให้ทุนการศึกษา หรือบัญชี ในธนาคาร

4. หลักฐานการฝึกงาน

ข้อมูลโดยละเอียด อันหมายถึงระยะเวลาการสมัครสอบ การประกาศ ผลสอบ รวมไปถึงสถานที่จัดสอบต้องสอบถามจากทาง Studienkolleg เอง เพราะแต่ละแห่งจะ จัดสอบไม่พร้อมกันและมีเงื่อนไขในการสมัคร ตลอดจนวิชาที่ถูกกำหนดใช้ในการสอบ อาจจะต่างกันไป โดยปกติจะสอบความรู้พื้นฐานภาษาเยอรมัน บางแห่งอาจจะจัดให้สอบ วิชาอื่นเพิ่มเติม เช่น คณิตศาสตร์

ข้อสอบทั้งหมดเป็นภาษาเยอรมัน นั่นคือผู้สมัครสอบควรจะมีพื้นความรู้ภาษา เยอรมันค่อนข้างดีพอสมควร อย่างน้อยก็เทียบเท่า Grundstufe II ของ สถาบันสอน ภาษาเกอเธ่ ถ้าหากสอบไม่ผ่านก็ต้องรอสอบครั้งต่อไปอีกประมาณ 6 เดือน นักเรียน สามารถขอเข้าเรียนคอร์สภาษาเยอรมันที่ทาง Studienkolleg หรือทางมหาวิทยาลัย เปิดสอนได้ ทั้งนี้มีสิทธิ์ขอสอบ FSP ทั้งหมดได้ 3 ครั้ง เท่านั้น หากสอบไม่ผ่านทั้ง 3 ครั้งจะไม่มีสิทธิ์สอบอีก และต้องเดินทางกลับประเทศไทยทันที

Studienkolleg นั้นมีทั้งที่เป็นของมหาวิทยาลัยสายวิชาการและสาย อาชีพ นักเรียนควรจะตัดสินใจว่าตนเองจะเลือกเรียนที่ไหนให้เรียบร้อยก่อน ที่จะสมัครสอบ FSP เพราะผลสอบของ FSP จาก Studienkolleg บางแห่ง ไม่สามารถนำไปใช้แทน กันได้ นักเรียนไทยที่ต้องการศึกษาต่อในระดับ มหาวิทยาลัยสามารถเตรียมตัวก่อนสอบ FSP โดยเข้าเรียนใน Studienkolleg ได้ ทั้งนี้จะมีคอร์สให้นักเรียนต่างชาติเรียนโดย เฉพาะ แบ่งเป็น

  • T-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สอบ ภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ ฟิสิกสื เคมี และหรือเขียนแบบ
  • M-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์ ชีววิทยา เคมี เป็นต้น สอบ ภาษาเยอรมัน ชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และคณิตศาสตร์
  • W-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ สอบ ภาษาเยอรมัน คณิตศาสตร์ เศรษฐศาสตร์หรือบริหารธุรกิจ ประวัติศาสตร์ หรือภูมิศาสตร์ หรือสังคมศึกษา
  • G-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านภาษาและวรรณคดีเยอรมัน ประวัติศาสตร์ ปรัชญา สอบ ภาษาเยอรมัน ประวัติศาสตร์ วรรณคดีเยอรมัน และสังคมศึกษาหรือภูมิศาสตร์
  • S-Kurse สำหรับผู้ต้องการเรียนด้านอักษรศาสตร์ ยกเว้น ภาษาและวรรณคดีเยอรมัน สอบ ภาษาเยอรมัน ภาษาที่สอง ภาษาที่สามหรือประวัติศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ และ ประวัติศาสตร์หรือสังคมศึกษาหรือภูมิศาสตร์

การขอเข้าเรียนใน Studienkolleg บางแห่งจัดสอบภาษาเยอรมัน บางแห่ง จัดสอบคณิตศาสตร์เพิ่มด้วย บางแห่งก็ให้เข้าเรียนได้เลยถ้ามีที่เรียนเพียงพอ บางแห่ง เปิดเฉพาะภาคเรียนฤดูหนาวเท่านั้น บางแห่งก็ไม่เปิดสอน ในบางคอร์ส แตกต่างกันไป ดังนั้นขอย้ำว่าข้อมูลโดยละเอียดต้องติดต่อสอบถาม จาก Studienkolleg โดยตรง

การเรียนในโรงเรียนเตรียมมหาวิทยาลัยนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยแบ่งเป็น 2 ภาคการศึกษา คือ ภาคการศึกษาฤดูหนาว (ตุลาคม - มีนาคม) และภาคการศึกษา ฤดูร้อน(เมษายน - กันยายน) นักเรียนจะเลือกสมัครเข้าเรียน ภาคการศึกษาใดก็ได้ แต่มหาวิทยาลัยที่เปิดรับนักศึกษาเฉพาะภาคการศึกษา ฤดูหนาว จะให้โรงเรียนเตรียม มหาวิทยาลัยของตนเปิดรับนักเรียนเฉพาะภาคการศึกษาฤดูหนาวเท่านั้น

ระยะเวลาในการศึกษารวมทั้งสิ้น 40 สัปดาห์ เรียนสัปดาห์ละ 30 - 35 ชั่วโมง ปิดภาคฤดูหนาว 2 สัปดาห์ ปิดภาคฤดูร้อน 6 สัปดาห์ ในขณะปิดภาคการศึกษา นักเรียนที่ต้องการเรียนสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์ในมหาวิทยาลัย สามารถฝึกงาน เพื่อใช้หลักฐานการฝึกงานนั้นสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยตามเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัย กำหนด

 

 

 

 

    2. สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี  
    เอกสารที่ต้องเตรียม

1. ใบรับรองทางการศึกษา

  1. หนังสือรับรองจากทบวงมหาวิทยาลัย
  2. รายละเอียดวิชาและผลการเรียนในระดับมัธยมศึกษา Transcrip of Records ภาษาอังกฤษ

2. หนังสือรับรองความรู้ภาษาเยอรมัน ได้แก่ผลสอบ DSH Deutsche Spracpruefung fuer den Hochschulzugang หรือสอบผ่าน ZOP Zentrale Oberstufespruefung ของสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ หรือจบ Abitur จากโรงเรียนเยอรมันในต่างประเทศ

3. หลักฐานทางการเงิน ได้แก่ หนังสือรับรองจากผู้ให้ทุนการศึกษา หรือเอกสารแสดง ยอดเงินในบัญชีธนาคาร

ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากประเทศไทยนั้น สามารถสมัครเข้ารับ การศึกษาในมหาวิทยาลัยระดับ Diplom ได้เลย แต่เนื่องจากระบบการศึกษาที่แตกต่าง กัน จึงจำเป็นต้องมีการเทียบพื้นความรู้ ก่อนที่มหาวิทยาลัยจะยอมรับให้เข้าศึกษาต่อ

โดยปกติแล้วนักศึกษาไทยที่สำเร็จระดับปริญญาตรีมา ไม่ควรมาศึกษาต่อ ระดับ Diplom ที่เยอรมัน เพราะการเทียบพื้นความรู้นั้น ส่วนใหญ่แล้ว มหาวิทยาลัย เทียบให้ค่อนข้างต่ำมาก โดยมากจะได้เทียบเท่ากับภาคเรียนที่ 2 - 4 จึงเสียเวลามาก เว้นไว้แต่ว่ามีศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นสามารถให้ เงื่อนไขพิเศษที่ทำให้ใช้เวลา เร็วขึ้นได้ เป็นต้นว่า ไม่จำเป็นต้องไปนั่งเรียนในห้องเรียนเหมือนนักศึกษาเยอรมัน คนอื่น แต่พร้อมเมื่อไหร่ก็ขอสอบกับศาสตราจารย์ผู้นั้นได้เลย ซึ่งถือได้ว่าเป็นกรณี ค่อนข้างพิเศษมาก

เหตุที่ถูกเทียบพื้นความรู้ได้ต่ำนั้นผู้เขียนคิดว่า อาจจะเป็นเพราะ นักศึกษาไทย เพิ่งเริ่มต้นเรียนภาษาเยอรมันมาไม่นาน ภาษาเยอรมันค่อนข้างยากพอสมควรกว่าที่จะ ใช้สื่อสารได้ระดับค่อนข้างดีมาก เมื่อไปขอสมัครเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัย จะจัดให้ไปพบศาสตราจารย์ในสาขาวิชาที่เราสมัคร ศาสตราจารย์จะพูดคุยกับนักศึกษา ดูว่าได้เรียนอะไรมาบ้างแล้ว ถ้าหากภาษาเยอรมันยังไม่ดีพอ ศาสตราจารย์ผู้นั้นอาจจะ ต้องการให้นักศึกษาใช้เวลาปรับตัวกับการเรียนในมหาวิทยาลัย ก่อนที่จะทำการศึกษา อย่างจริงจัง จึงเทียบพื้นความรู้ให้ค่อนข้างน้อย อย่างไรก็ตามผู้เขียนขอแนะนำว่า หากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีที่ประเทศไทยและต้องการมาศึกษาต่อที่เยอรมัน ควรจะทำการศึกษาระดับปริญญาโทที่เมืองไทยให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยมา ศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่เยอรมัน จะทำให้ไม่เสียเวลาค่อนข้างมาก

 

 

 

 

    3. สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท  
    เอกสารที่ต้องเตรียม
  1. หนังสือรับรองจากทบวงมหาวิทยาลัยว่าปริญญาโทที่ได้รับ สามารถทำ ปริญญาเอกที่ประเทศไทยได้
  2. วิทยานิพนธ์
  3. หนังสือรับรองความรู้ภาษาเยอรมัน ได้แก่ ผลสอบ DSH Deutsche Spracpruefung fuer den Hochschulzugang หรือสอบผ่าน ZOP Zentrale Oberstufespruefung ของสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ หรือจบ Abitur จากโรงเรียนเยอรมันในต่างประเทศ
  4. หลักฐานทางการเงิน ได้แก่ หนังสือรับรองจากผู้ให้ทุนการศึกษา หรือเอกสารแสดงยอดเงินในบัญชีธนาคาร

ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทที่มีพื้นความรู้ภาษาเยอรมัน ที่มหาวิทยาลัย ยอมรับ มีความรู้ระดับปริญญาโทที่เทียบเท่ากับระดับ Diplom และมีศาสตราจารย์รับ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาสามารถสมัครเข้ารับการศึกษา ระดับปริญญาเอกได้ มหาวิทยาลัย จะให้คณะที่รับทำปริญญาเอกเป็นผู้พิจารณา หนังสือรับรองจากทบวงมหาวิทยาลัยที่ รับรองว่าคุณวุฒิปริญญาโทที่มีสามารถ ทำปริญญาเอกในประเทศไทยได้ และวิทยา- นิพนธ์ระดับปริญญาโทนั้นมีคุณภาพ เทียบเท่ากับวิทยานิพนธ์ระดับ Diplom ของ เยอรมันเอง ทั้งนี้ อาจารย์ที่ปรึกษาจะมีบทบาทในการตัดสินใจเรื่องนี้ด้วย

ในกรณีที่มหาวิทยาลัยไม่แน่ใจว่าปริญญาที่ได้มาไม่เทียบเท่าระดับ Diplom นักศึกษาต้องทำการทดสอบ หรือทำ Course Work เพื่อปรับความรู้พื้นฐานก่อนทำ ปริญญาเอกด้วย ทั้งนี้ขึ้นกับอาจารย์ที่ปรึกษา เมื่อเสร็จสิ้น ขั้นตอนเหล่านี้แล้ว จึงจะทำ การหาศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นเป็นที่ปรึกษา ในการทำวิทยานิพนธ์ Doktorvater

หากนักศึกษาไม่ทราบว่าจะติดต่อใคร คณบดีจะเป็นผู้แนะนำ อย่างไรก็ตาม ศาสตราจารย์มีสิทธิ์ปฏิเสธไม่รับนักศึกษาไว้ในความดูแลขณะทำปริญญาเอกได้ ถึงแม้ นักศึกษาจะดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าวมาครบถ้วนแล้ว ดังนั้น นักศึกษาควรจะทำ การติดต่อหาอาจารย์ที่ปรึกษาสำหรับทำวิทยานิพนธ์ตั้งแต่ ก่อนสมัครเข้ามหาวิทยาลัย หรือตั้งแต่อยู่เมืองไทย

หลักสูตรการศึกษาระดับปริญญาเอกนี้คณะและอาจารย์ที่ปรึกษาจะเป็น ผู้กำหนด ส่วนหัวข้อของวิทยานิพนธ์นั้นนักศึกษาจะเป็นคนเลือกเอง โดยที่อาจารย์ ที่ปรึกษาจะคอยช่วยเสนอแนะให้

 

 

หน้าหลัก เรียนเยอรมัน ข้อมูลการศึกษา

This page is maintained by C. Anukul
Last modified since 11/07/2000
Any comment e-Mail
tsvd-webmaster@egroups.com