ในสาขาวิชาด้านเทคนิค
หรือวิชาที่ต้องอาศัยความถนัดและการ
ฝึกฝนเป็นอย่างดีนั้น
ไม่ว่าจะเป็นประเทศไหน
สถาบันการศึกษาใดๆ
ต่างให้ความสำคัญทางด้านการฝึกปฏิบัติจากตัวอย่างจริงที่ผู้ศึกษาจะพบเจอ
ในสาขาวิชาชีพตนในอนาคตทั้งสิ้น
จึงมีความจำเป็นที่จะกำหนดการฝึกงาน
หรือภาคปฏิบัตินี้ให้อยู่ในหลักสูตรการศึกษา
ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยให้เกิด
ความสำเร็จทั้งในชีวิตการศึกษาและชีวิตการงานต่อไป สำหรับการฝึกงานที่จะกล่าวต่อไปนี้
ขอจำกัดวงเพียงแค่การ
ฝึกงานสำหรับนักศึกษาในระดับ
Diplom ในเยอรมันเท่านั้น
ไม่รวมถึง การวิจัย การดูงาน
และการฝึกอบรมเฉพาะด้านต่างๆ
การฝึกงาน
ใครบ้างที่จะต้องฝึกงาน
ฝึกงานต้องทำอะไรบ้างและนานเท่าไร
ตัวอย่าง
Richtlinien ของ RWTH Aachen: -Maschinenbau--Elektrotechnik--Architektur-
จะฝึกงานกับใคร
ที่ไหนดี
จะสมัครที่ฝึกงานได้อย่างไร
ข้อเสนอแนะ
การฝึกงาน
คือการเข้าไปเรียนรู้งานที่เราจะต้องเข้าไปสัมผัส
และมีส่วน
เกี่ยวข้องในภายภาคหน้า
โดยเริ่มจากการสังเกต
และทดลองปฏิบัติจริง
ตั้งแต่กระบวนการขั้นพื้นฐานไปจนถึงกระบวนการขั้นสูงขึ้นๆต่อไป
รวมทั้ง การได้รู้จักปัญหา
ของผู้ที่มีหน้าที่ในรับผิดชอบในแต่ละขั้นตอนของการ
ปฏิบัติงาน
เพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง
และสามารถแก้ไขปัญหานั้น
ได้ต่อไปในอนาคต
ใครบ้างที่จะต้องฝึกงาน
สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาในระดับ
Diplom ใน เยอรมัน ทั้งในส่วน ของ
Universitaet และ Fachhochschule
ควรจะทราบเสียก่อนว่า สาขาที่
เราต้องเรียนนั้นต้องฝึกงานหรือไม่
และมหาวิทยาลัยที่เราต้องการจะเรียน
ต้องฝึกงานก่อนกี่สัปดาห์
ถึงจะสามารถลงทะเบียนเข้าเป็นนักศึกษาได้
ตัวอย่างสาขาวิชาที่ต้องฝึกงาน
เช่น Architektur, Bauingenierwesen, Bergbau,
Geologie, Medizin, Elektrotechnik และ Maschinenbau
เป็นต้น
ตัวอย่างสาขาวิชาที่ไม่ต้องฝึกงาน
เช่น Mathematik, Physik, Informatik, Chemie,
Biologie, Psychologie และ Wirtschaftswissenschaft
เป็นต้น
ฝึกงานต้องทำอะไรบ้างและนานเท่าไร
เมื่อทราบแล้วว่าจะต้องฝึกงาน
สิ่งที่ต้องรู้จักคือ
1.Praktikantenamt เป็นหน่วยงานที่คอยควบคุม
และรับรองผล
การฝึกงานของแต่ละคณะในมหาวิทยาลัย
โดยสามารถถามที่อยู่ได้จาก
Akademisches Auslandsamt
สำหรับนักศึกษาต่างชาติ หรือ
Fachschaft ประจำคณะ
2.Richtlinien เป็นเอกสารซึ่งออกโดย
Praktikantenamt จะบอก
รายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับการฝึกงานของคณะที่เราจะเรียน
ไม่ว่าจะเป็น จุดมุ่งหมาย
ระยะเวลา ลักษณะงาน
การเขียนรายงาน
การเทียบรับรองผล
แม้กระทั่งข้อควรปฏิบัติในการฝึกงาน
ก่อนจะฝึกงานนั้น
เราควรจะมีสิ่งที่เรียกว่า
Richtlinien นี้อยู่ในมือ
เพื่อที่จะได้ทราบสิ่งที่ต้องกระทำ
กฎเกณฑ์ต่างๆ โดย คร่าวๆ
และควรส่ง
สำเนาไปให้บริษัทที่เราสมัครได้ทราบด้วยว่าเราต้องการมาฝึกงานทางด้านใด
ตัวอย่าง Richtlinien
ของ RWTH Aachen
-Maschinenbau-
ต้องฝึกทั้งหมดอย่างน้อย 26
สัปดาห์ แบ่งเป็น
1.Grundpraktikum 13
สัปดาห์ ซึ่งเป็นพื้นฐานต่างๆ
เช่น การตะไบ การเชื่อม
การหล่อเหล็ก และการใช้
เครื่องจักรต่างๆ
ในกระบวนการผลิต
2.Aufbaupraktikum 13
สัปดาห์
ซึ่งต้องใช้ความรู้ทางวิศวกรรมเข้ามา
ช่วย เช่น การซ่อมบำรุง
การใช้ความร้อนเปลี่ยนคุณสมบัติของโลหะ
เป็นต้น
มีข้อกำหนดคือ
-
ก่อนลงทะเบียนเข้าเป็นนักศึกษา
(Immatrikulation)
ต้องฝึกได้อย่างน้อย 8
สัปดาห์
- ก่อนจบ Vordiplom อย่างน้อย 11
สัปดาห์
- ก่อนทำ Diplomarbeit
ต้องได้ครบทั้ง 26 สัปดาห์
-Elektrotechnik- ต้องฝึกทั้งหมดอย่างน้อย
26 สัปดาห์ แบ่งเป็น
1.Grundpraxis
(Grundpraktikum) 13 สัปดาห์
แบ่งเป็น สองส่วน
-
mechanische Grundpraxis 8 สัปดาห์
ซึ่งจะคล้ายกับของทาง Maschinenbau
เป็นพวก การตะไบ การเจาะ
การเชื่อม การบัดกรี
และการใช้เครื่องจักรกลต่างๆ
-
elektrotechnische Grundpraxis 5
สัปดาห์
เป็นการประกอบอุปกรณ์และเครื่องมือทางด้านอิเลคโทรนิค
การอ่านและการบัดกรีวงจร ฯลฯ
2.
Fachpraxis(Fachpraktikum) 13
สัปดาห์
ซึ่งต้องใช้ความรู้ด้าน
วิศกรรมเข้าช่วยเช่นกัน ใน
Richtlinien จึงแนะนำให้ทำหลังจากจบ
Vordiplom แล้ว
มีข้อกำหนดคือ
-
ก่อนลงทะเบียนเข้าเป็นนักศึกษา
ต้องฝึกได้อย่างน้อย 8
สัปดาห์
- ก่อนลงสอบ Teil B ของระดับ
Vordiplom อย่างน้อย 13 สัปดาห์
- ก่อนทำ Diplomarbeit
ต้องได้ครบทั้ง 26 สัปดาห์
-Architektur- ต้องฝึกทั้งหมด
6 เดือน แบ่งเป็น
1.Baupraktikum 4 เดือน
ซึ่งเกี่ยวกับทางด้านงานปูน
งานเหล็ก งานไม้
และการก่อสร้าง
2.Bueropraktikum
เกี่ยวกับการออกแบบ การทำงานใน
สำนักงาน
มีข้อกำหนดคือ
- ก่อนลงสอบ Teil II
ของระดับ Vordiplom ต้องได้
Baupraktikum
- ก่อนลงสอบของระดับ Hauptdiplom
ต้องได้ Buero-praktikum เสียก่อน
จากตัวอย่าง
3 สาขาวิชาดังกล่าว
จะเห็นได้ว่า ข้อกำหนด
ลักษณะงานที่ต้องฝึก
และระยะเวลาในการฝึกงานจะแตกต่างกันไป
ในแต่ละสาขาวิชา
แต่ละมหาวิทยาลัย
จึงควรหาข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อนจาก
Praktikantenamt หรือ Richtlinien
ดังกล่าวแล้วข้างต้น
การฝึกงานนั้นสามารถทำตอนไหนก็ได้
ถ้าเราว่าง ซึ่งส่วนมาก
จะเป็นช่วงปิดภาคเรียน
เพราะต้องเริ่มงานตั้งแต่เช้าไปจนถึงบ่าย
3 - 4 โมง โดยแต่ละบริษัทมักจะรับผู้ฝึกงานเป็นระยะเวลาตั้งแต่
2 สัปดาห์ขึ้นไป
น้อยกว่านี้ไม่รับ
ช่วงระยะเวลาที่ฝึกงาน
เป็นช่วงเวลาที่เราเอง
ต้องเป็นผู้ไขว่คว้า
หาความรู้จากงานที่ทำให้ได้มากที่สุด
แม้ว่าบางครั้งงานที่ทำนั้นแสนจะ
น่าเบื่อ หรือต้องใช้แรงงาน
ไม่ตรงกับความต้องการของเรา
ก็ไม่ควรจะ อยู่เฉย
รู้จักซักถามและเป็นผู้วิ่งเข้าหาประสบการณ์เอง
ในช่วงฝึกงานก็จะต้องเขียนรายงานสิ่งที่เราได้ทำในแต่ละวัน
และสรุปความรู้ ความเข้าใจ
ทฤษฎี ในแต่ละสัปดาห์ลงใน
Praktikantenbericht
ซึ่งโดยทั่วไปจะมีข้อกำหนดอยู่ใน
Richtlinien
และต้องเขียนอย่างน้อยสัปดาห์ละ
2 หน้ากระดาษขนาด A4 เป็นต้น
ซึ่งรายงานนี้เราควรจะทำให้เสร็จเสียตั้งแต่ตอนยังอยู่กับบริษัทนั้นๆ
เพราะเราต้องให้บริษัทนั้นตรวจรับรองและ
ประทับตราบริษัทให้เรา
ถ้าทำไม่เสร็จตอนนั้นอาจวุ่นวาย
ต้องไป ๆ มา ๆ อีกหลายเที่ยว
หรือต้องส่งทางไปรษณีย์ไปให้บริษัทในภายหลัง
เมื่อฝึกงานเสร็จสิ้นเราจะได้รับใบรับรอง
Praktikantenbescheinigung
ในวันสุดท้ายทันที
ซึ่งจะบอกว่าเราได้ฝึก
อะไรจากทางบริษัทบ้าง
มาทำงานกี่วัน ขาดกี่วัน
และความคิดเห็นของ
ทางบริษัทเกี่ยวกับตัวเราว่ามีความรับผิดชอบทำงานดี
ไม่ดี ขยัน ไม่ขยัน อย่างไร
แต่สิ่งสำคัญที่เราอย่างน้อยควรตรวจดูก็คือ
ใน Bescheinigung
นี้เขียนบอกลักษณะหรืองานที่เราได้ทำตรงตาม
Richt-linien หรือไม่
ซึ่งจะทำให้เราได้รับการรับรองจาก
Praktikantenamt โดยไม่มีปัญหา
ในการส่งให้
Praktikanten รับรอง(Anerkennung) ต้องส่ง
1.Praktikantenbericht
2.Praktikantenbescheinigung
ซึ่งผลจะออกมาว่าที่เราไปฝึกงานมานั้น
ได้รับการรับรองกี่สัปดาห์
จะฝึกงานกับใคร
ที่ไหนดี
ในการเลือกบริษัทฝึกงานนั้น
ก่อนอื่นต้องดูว่า
บริษัทไหนได้รับ
การรับรองให้เป็นสถานที่ฝึกงานได้
โดยการของรายชื่อจาก Arbeitsamt
หรือ Industrie- und Handelskammer
ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทค่อนข้าง
ใหญ่ มีคนงานมาก
หรือมีที่ฝึกงานโดยเฉพาะ
การได้ฝึกกับบริษัทดีๆ
มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก
นอกจากจะได้ประสบการณ์แล้ว
สำหรับคนเยอรมัน
ยังมีผลต่อการสมัครงานด้วย
แต่สำหรับคนต่างชาติที่ไม่มีคนรู้จักหรือญาติพี่น้อง
อยู่ตามเมือง ใหญ่ๆ
ที่มีบริษัทนั้นอยู่
การเดินทางและความสะดวกในเรื่องที่พัก
จึงเป็น
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างที่จะต้องพิจารณาในการสมัครที่ฝึกงาน
แต่จะมี บางบริษัท
ซึ่งนอกจากจะให้เงินเดือนแล้ว
ยังมีที่พักอยู่ภายในบริษัทให้
ผู้ฝึกงานด้วย
ฝึกงานนั้นจริงๆแล้ว
ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องทำในประเทศ
เยอรมันเท่านั้น
เราสามารถเลือกทำใน
ประเทศอื่นๆได้ ถ้าเราสามารถ
สมัครได้
ซึ่งจริงๆแล้วก็มีหน่วยงานเกี่ยวกับการจัดหาสถานที่ฝึกงาน
ในต่างประเทศของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งโดยเฉพาะ
ซึ่งต้องสอบถามดู
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น
ข้อกำหนดยังเหมือนเดิมก็คือ
ยังต้องเขียนรายงาน
รวมทั้งมีใบรับรองเป็นภาษาอังกฤษหรือเยอรมันเท่านั้น
จึงควรสอบถาม ทาง Praktikantenamt
ให้แน่ใจเสียก่อนว่า
เขายอมรับบริษัทที่เราจะไป
ฝึกงานนั้นหรือไม่
จะสมัครที่ฝึกงานได้อย่างไร
นอกจากจะให้ทางหน่วยงานหรือเอกชนซึ่งทำหน้าที่ด้านนี้
เป็นผู้ดำเนินการให้แล้ว
ก็สามารถสมัครด้วยตัวเองได้
โดยโทรศัพท์ไปคุย
กับบริษัทนั้นก่อน
ว่าทางบริษัทต้องการรับผู้ฝึกงานในช่วงระยะเวลาที่เรา
ต้องการหรือไม่
จากนั้นจึงค่อยส่งจดหมายสมัครตามไปอีกที
และรอ คำตอบ
ซึ่งควรจะวางแผนและส่งใบสมัครเสียแต่เนิ่น
ๆ เพื่อจะได้สถานที่
ฝึกงานตามที่เราตั้งใจไว้แน่ ๆ
ข้อเสนอแนะ
ในกลุ่มนักเรียนของคณะ
(Fachschaft) ของบางมหาวิทยาลัย จะมี
ข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทต่างๆ
ที่คนเคยไปทำมาแล้วลงความเห็นใส่แฟ้มเก็บไว้
ว่า บริษัทนี้ดีไม่ดี อย่างไร
ได้รับเงินค่าตอบแทนหรือไม่
และมีด้านที่เรา
ต้องการจะไปฝึกงานหรือไม่
ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อผู้ที่ต้องการ
เลือกบริษัทที่จะไปฝึกงาน
สามารถฝึกกับบริษัทดีๆ
ไม่ไปเข้าโรงงานหรือ
บริษัทที่ต้องการหาคนงานเพื่อลดภาษีในบริษัทตนอย่างเดียว
แต่ยังมีสิ่งที่
น่าสนใจให้เรียนรู้
มีประสบการณ์ดี ๆ
รออยู่นั่นเอง

|