การศึกษาในระดับปริญญาเอกในเยอรมันนั้น
นักศึกษาปริญญาเอก (Doktorand)
ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมากในการติดต่อหาโปรเฟสเซอร์มา
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา (Supervisor)
เนื่องจากโปรเฟสเซอร์ผู้เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
จะเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในการทำวิทยานิพนธ์
หากนักศึกษามีปัญหากับโปรเฟสเซอร์
เป็นต้นว่า โปรเฟสเซอร์มีความ
ต้องการให้งานออกมาอย่างหนึ่ง
แต่นักศึกษาไม่ได้มีความต้องการเช่นนั้น
หรือ
โปรเฟสเซอร์เป็นผู้มีภาระรับผิดชอบมากทำให้ไม่มีเวลาให้คำปรึกษาหรือแนะนำ
ต่อนักศึกษา เช่นนี้แล้ว
ย่อมเป็นเหตุให้การจบการศึกษาเป็นไปอย่างยากลำบากได้
สำหรับนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในเยอรมัน
การติดต่อกับโปรเฟสเซอร์
ย่อมเป็นไปโดยสะดวกมากกว่านักศึกษาที่อยู่ในเมืองไทย
โดยปกติแล้ว นักศึกษา
ตัดสินใจเลือกโปรเฟสเซอร์จากงานของโปรเฟสเซอร์
เมื่อติดต่อขอพบและพูดคุย
กันแล้ว
หากนักศึกษาพบว่านักศึกษามีความไว้วางใจและเชื่อมั่นในโปรเฟสเซอร์
ผู้นี้
จึงจะตัดสินใจเป็นนักศึกษาปริญญาเอกภายใต้ความดูแล
อย่างไรก็ตามนักศึกษาบางคนไม่มีความมั่นใจกับวิธีการเลือกโปรเฟสเซอร์
ที่ปรึกษาโดยวิธีนี้สักเท่าไหร่
วิธีการหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ
หากมีโอกาสและเวลา
นักศึกษาควรจะลองเข้าไปฟังในชั่วโมงสอนของโปรเฟสเซอร์เป็นเวลาสักเดือนหนึ่ง
หรือเทอมหนึ่ง
แต่สำหรับนักศึกษาที่อยู่เมืองไทย
โอกาสที่จะพบปะพูดคุยกับโปรเฟสเซอร์
มีน้อย และที่สำคัญก็คือ
ก่อนเดินทางมาศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
นักศึกษาจะ
ต้องติดต่อหาโปรเฟสเซอร์ผู้ใดผู้หนึ่งเป็นผู้รับรองว่ายินดีรับนักศึกษาไว้ในความดูแล
เพื่อเป็นหลักฐานในการขอวีซ่า
โปรเฟสเซอร์ผู้ให้คำรับรองนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของ
นักศึกษาก็ได้ นั่นคือ
หากมีโปรเฟสเซอร์ผู้ให้คำรับรอง
และทำให้นักศึกษาเดินทาง
มาถึงเยอรมันได้
นักศึกษามีสิทธิ์ติดต่อหาโปรเฟสเซอร์ที่ใดก็ได้ให้เป็นอาจารย์
ที่ปรึกษา
และหากโปรเฟสเซอร์นั้นยินดีที่จะรับเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา
นักศึกษาก็
ไม่มีข้อผูกพันใดกับโปรเฟสเซอร์ผู้ให้คำรับรอง
ปัญหาสำคัญของนักศึกษาที่อยู่เมืองไทยและมีความประสงค์จะมาศึกษาต่อ
ในระดับปริญญาเอกในเยอรมันก็คือ
ไม่ทราบว่ามีโปรเฟสเซอร์ที่ทำงานวิจัยที่
นักศึกษาสนใจอยู่ที่ใดบ้าง
ขอแนะนำว่านอกจากงานเขียนของโปรเฟสเซอร์
ที่นักศึกษาสามารถศึกษางานของโปรเฟสเซอร์แล้ว
อินเตอร์เน็ตเป็นหนทางหนึ่ง
ที่นักศึกษาสามารถหาข้อมูลที่ตนเองต้องการได้
ปัจจัยที่นักศึกษาควรให้ความสำคัญในการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษาได้แก่
งาน ของอาจารย์ที่ปรึกษา
สถาบันที่อาจารย์ที่ปรึกษาสังกัดอยู่
ภาควิชาที่อาจารย์ที่
ปรึกษานั้นประจำอยู่
มหาวิทยาลัยที่อาจารย์ที่ปรึกษานั้นอยู่
และเมืองมหาวิทยาลัย นั้นเอง
วิธีการที่
1
หากนักศึกษาให้ความสำคัญกับสถาบันค้นคว้าวิจัยต่าง
ๆ นักศึกษาควรจะ
เปิดดูเว็บไซท์ของสถาบันค้นคว้าวิจัยเหล่านี้
ดูว่ามีงานวิจัยที่นักศึกษาสนใจหรือไม่
ใครเป็นผู้รับผิดชอบ
โดยปกติแล้วสถาบันวิจัยในเยอรมันได้รับการสนับสนุนทางการเงินสูง
นักศึกษาปริญญาเอกที่ทำงานให้กับสถาบันจะได้รับเงินตอบแทน
อย่างไรก็ตาม
หากนักศึกษามีทุนการศึกษาอยู่แล้ว
สถาบันอาจจะไม่พิจารณาให้เงินตอบแทนก็ได้
ขึ้นอยู่กับโปรเฟสเซอร์ที่ปรึกษาเป็นสำคัญ
ข้อดีของการมีทุนการศึกษาก็คือ
โปรเฟสเซอร์ยินดีที่จะรับเป็นอาจารย์
ที่ปรึกษา
นักศึกษาสามารถทำงานให้กับสถาบันวิจัยโดยที่สถาบันวิจัยไม่เสีย
ค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
ทั้งนี้นักศึกษาควรถามโปรเฟสเซอร์ว่า
นักศึกษามีสิทธิ์ใช้ห้อง
ทำงานหรือคอมพิวเตอร์ในสถาบันได้หรือไม่อย่างใด
วิธีการที่
2
หากนักศึกษาให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยเป็นอันดับแรก
ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือ
มหาวิทยาลัยในเยอรมันไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักศึกษาไทยและคนไทยใน
ประเทศไทยเท่าใดนัก
ถึงแม้มหาวิทยาลัยสายวิชาการในเยอรมันมีราว
ๆ 80 แห่ง แต่คนไทยใน
ประเทศไทยจะรู้จักเฉพาะมหาวิทยาลัยที่อยู่ในเมืองใหญ่
ๆ อย่างแฟรงค์เฟิร์ท มิวนิค
เบอร์ลิน บอนน์ โคโลญ เท่านั้น
ในความเป็นจริงแล้วมาตรฐานการเรียน
การสอนของแต่ละมหาวิทยาลัยไม่ได้แตกต่างกัน
ส่วนการศึกษาในระดับปริญญา
เอกนั้นขึ้นกับนักศึกษาและอาจารย์ที่ปรึกษาเป็นสำคัญ
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกอาจารย์ที่ปรึกษา
ก็คือ ดูว่าสาขาวิชาที่
นักศึกษาสนใจอยู่ในภาควิชาใด
อยู่ในคณะใด
คณะนั้นมีโปรเฟสเซอร์มากหรือน้อย
หากมีโปรเฟสเซอร์จำนวนมากแสดงว่ามหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับคณะนั้น
ค่อนข้างมาก (ควรดูหัวข้อ
"เลือกมหาวิทยาลัย
เลือกอย่างไร" เพิ่มเติม)
นักศึกษาก็จะมีทางเลือกมากขึ้น
วิธีการที่
3
หากนักศึกษาให้ความสำคัญกับเมืองที่อยู่เป็นอันดับแรก
ควรจะเปิดเว็บไซท์
ไล่ไปตามเมืองมหาวิทยาลัยต่าง
ๆ
สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกเมืองก็คือ
ค่าครองชีพ
และสิ่งแวดล้อมเมือง
ทั้งนี้เมืองต่าง
ๆ
ในเยอรมันไม่ได้มีขนาดใหญ่แตกต่างกันมาก
เมืองใหญ่ใน เยอรมันได้แก่
แฟรงค์เฟิร์ท เบอร์ลิน โคโลญ
จะมีค่าครองชีพค่อนข้างสูง
ค่าครองชีพในที่นี้
คือค่าที่พัก ค่าอาหาร เป็นต้น
มหาวิทยาลัยจะมีขนาดใหญ่ตาม
ไปด้วย มีโปรเฟสเซอร์จำนวนมาก
แต่ปัญหาของมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ก็คือ
จำนวนนักศึกษาที่มากเกินไปนั่นเอง
เมืองมหาวิทยาลัยขนาดเล็กอย่างมหาวิทยาลัย
Siegen มหาวิทยาลัย Clausthal
ก็จะมีขนาดใกล้เคียงกับหมู่บ้านหนึ่งในเมืองไทย
มีนักศึกษาจำนวนน้อย
โปรเฟสเซอร์ดูแลได้ทั่วถึง
มหาวิทยาลัยเองก็มีเงินสนับสนุนเพียงพอ
ข้อเสียก็คือ
มีโปรเฟสเซอร์ค่อนข้างน้อย
และสถาบันส่วนใหญ่มีขนาดไม่ใหญ่นัก
ทั้ง
3 วิธีนี้
ทำให้นักศึกษามีข้อมูลเกี่ยวกับโปรเฟสเซอร์
และงานวิจัยที่เกี่ยว ข้อง
จากนั้นนักศึกษาสามารถติดต่อกับโปรเฟสเซอร์ได้ทาง
e-Mailว่าโปรเฟสเซอร์
ยินดีที่จะรับนักศึกษาไว้ในความดูแลหรือไม่
ทั้งนี้
นักศึกษาสามารถติดต่อได้หลายคนพร้อมกัน
โดยที่ไม่จำเป็นต้อง
ตัดสินใจว่าต้องเลือกโปรเฟสเซอร์คนใดคนหนึ่ง
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาเลย
เพียงแต่
ขอให้โปรเฟสเซอร์ที่ตอบรับมาคนใดคนหนึ่งเขียนใบรับรองให้นักศึกษา
เพื่อใช้
เป็นหลักฐานในการขอวีซ่า
ขณะเดียวกันนักศึกษาควรจะทำการนัดหมายกับ
โปรเฟสเซอร์คนอื่นที่นักศึกษาสนใจเพื่อทำการพูดคุยเป็นส่วนตัว
จากนั้นค่อย
ตัดสินใจว่าจะเลือกเป็นนักศึกษาปริญญาเอกของโปรเฟสเซอร์คนไหน
|