สำหรับเพื่อนไทยฉบับนี้
ผมคิดแล้วคิดอีกก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าจะเขียน
เล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไรดีที่ไม่น่าเบื่อกันจนเกินไป
หลังจากที่ผมได้อ่านเพื่อนไทย
ฉบับที่แล้ว
ก็ตัดสินใจที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของผมแบบปอน
ๆ ในคณะ
วิศวกรรมโยธาที่เมืองไคเซอร์สเลาเเธร์น
Kaiserslautern ในวันจันทร์ก็เริ่มกันด้วยวิชาวิศวโครงสร้าง
Baukonstruktion เรียนกัน
ราวสามชั่วโมง
มีพักครึ่งเวลาด้วย
แต่ก็ไม่แน่ไม่นอน จริง ๆ แล้ว
เราก็ไม่ได้พัก กันหรอก เพราะ
Professor คนนี้
ชอบใช้เวลาช่วงพักนี้ให้นักศึกษามายืน
ต่อแถวกัน รอเอาสคริปต์ Script
หรือไม่ก็แบบฝึกหัด Uebungsblaetter
และมีเซ็นต์ชื่อด้วย
เพราะเราจะต้องมีจ่ายค่าถ่ายเอกสารกันอีก
พอเรียนเสร็จผมก็มีติววิชาคณิตศาสตร์
Hoehere Mathematik ซึ่งเรียกกันว่า
"Tutorium"
ที่ห้องสมุคภาควิชาคณิตศาสตร์
หลังจากนั้นผมก็จะ
ไปทานอาหารเที่ยงที่โรงอาหารมหาวิทยาลัย
Mensa แล้วก็ต่อไปเข้าห้อง
คอมพิวเตอร์เพื่อที่จะดูไปรษณีย์อิเล็คทรอนิคส์
e-Mail ซึ่งโดยมากแล้ว
ผมจะติดต่อกับบรรดาเพื่อน ๆ
จาก San Francisco, Bonn, Hannover, Saarbruecken,
Stuttgart และเพื่อน ๆ
ในมหาวิทยาลัยเดียวกัน ทั้งใน
คณะเดียวกัน และต่างคณะ
พอบ่ายสามโมงครึ่งก็มีเรียนติววิชากลศาสตร์เทคนิค
Technische Mechanik
ในห้องสมุดภาควิชาคอมพิวเตอร์
แล้วก็สิ้นสุดการเรียนสำหรับ
วันจันทร์
ถึงตอนนี้ผู้อ่านบางท่านอาจจะถามกันว่า
"Tutorium" หมายถึงอะไร
คนเยอรมันเองส่วนมากก็ยังไม่รู้เลยว่า
"Tutorium" คืออะไร
ผมก็ขออธิบาย โดยย่อ ๆ
เรื่องก็คือว่า
ในช่วงที่ผมเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยใหม่
ๆ ผมก็ได้
ค้นคว้าหาข้อมูลตามสถานที่ต่าง
ๆ เสมอ
และผมก็ได้อ่านพบโดยบังเอิญ
เกี่ยวกับเรื่อง "Tutorium"
นี้แหละ
ว่านักเรียนต่างชาติมีสิทธิ์ที่จะเดินเรื่อง
ขอไปทาง Akademische Auslandsamt
ให้ช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับ
การเรียนพิเศษ Nachhilfeunterricht
และในวันต่อมาผมก็ไปติดต่อสอบถาม
ด้วยตัวเองเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
ก็ปรากฎว่าจริงอย่างที่ผมได้อ่านและเข้าใจ
แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้บอกผมว่า
ผมเป็นนักศึกษาคนแรกที่สนใจและ
มาติดต่อ
ผมก็เลยต้องวุ่นวิ่งเต้นรวบรวมนักศึกษาต่างด้าว
และรุ่นพี่ที่จะมาติว ให้อีก
และผมก็กรอกรายละเอียดยื่นเอกสารใบคำร้องไปทาง
Akademisches Auslandsamt
และผมก็เลือกวิชาที่ผมอ่อนลงไปด้วย
ทุกอาทิตย์หลังจากนั้น
ผมก็คอยสอบถามว่าตกลงได้รับการอนุมัติหรือไม่
หรืออะไรอย่างไรกันแน่
และในภาคเรียนที่สองนั้นเองก็ตกลง
O.K.
ใน Tutorium
ผมก็เสนอว่าให้ทบทวนเนื้อหาเก่าจากภาคเรียนแรก
หนึ่งครั้งต่ออาทิตย์
และทำแบบฝึกหัด Uebung
ร่วมกันอีกหนึ่งครั้งต่ออาทิตย์
เช่นกัน
เสียงส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย
(แต่ในช่วงหลังมีนักศึกษามาเข้าร่วมด้วยอีก
หลายคน ทุกอย่างก็เลยยุ่งไปหมด
ไม่ได้เรียนกันตามแผนที่ผมวางไว้เท่าไหร่นัก
เพราะแต่ละคนก็อ่อนในวิชาหัวข้อต่างกันไป)
ปกติการเรียนพิเศษ Nachhilfeunterricht
ในประเทศเยอรมันนี้
ราคาค่าเรียนจากรุ่นพี่ก็จะเสีย
ประมาณ 25 มาร์คขึ้นไป
ต่อชั่วโมงนะครับ
แต่พวกผมเสียเพียงแค่ 5 มาร์ค
ต่อภาคเรียน ต่อวิชา เท่านั้น
วันอังคาร
วันนี้ผมมีเรียนนาน ตั้งแต่
แปดโมงเช้าถึงบ่ายสามโมงกว่า
เริ่มก็แบบฝึกหัดในวิชาคณิตศาสตร์
และก็ต่อด้วยบรรยายวิชาคณิตศาสตร์
จากนั้นก็เป็นกลศาสตร์เทคนิค
ปิดท้ายด้วยวิชากฎหมายก่อสร้าง
Baurecht
ในวันนี้เป้ของผมจะเต็มและตุงเป็นพิเศษ
หนักพอสมควร เพราะแฟ้มของ
สองวิชาแรกหนามาก
แถมด้วยหนังสือกฎหมายก่อสร้างอีกสี่เล่ม
วันพุธถัดมาในช่วงเช้ามีเรียนฟิสิกส์ก่อสร้าง
Bauphysik กับคุณ Use-Mann น่าเรียนมาก
เพราะโปรเฟสเซอร์สอนแบบอิสระ
ผมหมายความว่า
เขาสอนโดยใช้ตัวอย่างจากความเป็นจริง
และแกจะไม่ยอมให้นักศึกษาคุยกัน
เสียงดัง
ไม่อย่างนั้นแกจะเลิกสอนหรือไล่นักศึกษาบางคนออกไปด้วยซ้ำ
ต่อด้วยวิชาวัดพื้นที่
Vermessungskunde อันน่าเบื่อ
ด็อกเตอร์คนนี้
เขาสอนไปแบบไม่แคร์ว่านักศึกษาคนใหนจะฟังหรือไม่ฟัง
เขาทำหน้าที่สอน ของเขา
เสร็จแล้วก็ไปเมื่อหมดเวลาเรียน
พอเรียนเสร็จก็เริ่มหิว
ผมมักจะไป
ทานอาหารเที่ยงที่โรงอาหารของมหาวิทยาลัย
ช่วงบ่ายก็มีเรียนการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการเขียนแบบ
(UNICAD)
น่าสนใจมากและไม่ค่อยจะเครียดสักเท่าไหร่
เป็นวิชาเสริมที่ผมไม่ต้องทำก็ได้
เพราะก่อนถึงสอบ Vordiplomspruefung
ผมก็ต้องมีสอบวิชาโท 2 วิชา
ให้ได้ก่อน
ซึ่งผมก็ได้มาหลังจากเทอมหนึ่ง
คือวิชาเขียนแบบ Technisches Zeichnen
และวิชากฎหมายก่อสร้าง 1 Baurecht I
อย่างไรก็ตามผมก็ตั้งใจเก็บ
Schein ของ UNICAD เพื่อใช้ลงสอบช่วง
Hauptdiplom
ด็อกเตอร์ที่สอน
UNICAD ชอบแต๊ะอั๋งนักศึกษาหญิง
เขามาเล่าให้ผม
ฟังว่าเขาเพิ่งกลับมาจากเมืองไทยช่วงคริสต์มาส
ไปเที่ยวมาสนุกมาก และเขา
ยังเน้นอีกด้วยว่า
ผู้หญิงไทยสวยนะ และถามผมว่า
ถ้าคราวหน้าเขาไปแล้วผม
อยู่ที่เมืองไทย
เขาขอให้ผมช่วยพาเขาไปเที่ยวพัฒน์พงษ์ด้วย
ผมฟังแล้วก็ เออออตามไปด้วย
แต่คิดในใจว่า
มีที่ไหนที่มาพูดเรื่องนี้พวกนี้กับนักศึกษา
เพราะไม่รู้จักสนิทสนมอะไรกันสักหน่อย
ส่วนวันพฤหัส
วิชาแรกก็เป็นการคมนาคม
Infrastruktur: Verkehrswesen
วิชานี้ผมกะจะเลือกเรียนในอนาคตเป็นวิชาหลักในช่วง
Hauptstudium ด้วยซ้ำไป
เพราะเมืองไทยเรามีปัญหาเรื่อง
"รถติด" มาก
ในช่วงเรียน
นักศึกษาส่วนมากรวมทั้งผมด้วย
ที่ยังไม่ได้ทำการบ้านวิชา
กลศาสตร์เทคนิค ก็จะนั่งลอกกัน
และก็รีบไปส่งก่อนเที่ยงเลย
ตอนเที่ยงผมก็มี
เรียนคณิตศาสตร์
ต่อท้ายด้วยวิชาวัสดุก่อสร้าง
Baustofftechnologie น่าเบื่อ มาก ๆ
ไม่ค่อยรู้เรื่องนัก
โปรเฟสเซอร์คนนี้เขาชอบใช้ศัพท์วิชาการ
และการ
ออกเสียงของเขาผมก็ไม่ค่อยคุ้นเท่าไหร่นัก
ผมฟังรู้เรื่องแต่ไม่เข้าเนื้อหามาก
กว่า เช่นคำว่าโฟม
โปรเฟสเซอร์จะไม่พูดว่า Styropor
อย่างที่เราคุ้น แต่พูดว่า
Polystyroi
อย่างไรก็ตามถือว่าพูดถูกต้อง
เพราะ Styropor
เป็นชื่อยี่ห้อสินค้า
โฟมยี่ห้อหนึ่งเท่านั้น
วันสุดท้ายก่อนถึงวันหยุดสุดสัปดาห์
เริ่มสายหน่อย
เปิดเรียนด้วยวิชา
วิศวกรรมภูมิศาสตร์ Ingenieur Geologie
โปรเฟสเซอร์คนนี้ขับรถมาจากมายซ์
Mainz มาสอนโดยเฉพาะ
ส่วนใหญ่จะมาสายนิดหน่อย
แต่จะกลับตรงเวลาเสมอ
จากนั้นก็มีเรียนวิชาเรขาคณิต
Darstellende Geometrie
เป็นชั่วโมงแบบฝึกหัด
สลับกับบรรยายทุกอาทิตย์
ปกติแล้วในชั่วโมงบรรยาย
นักศึกษาก็จะลาก
ขีดเขียนไม่ทันอาจารย์
บางครั้งอาจารย์ก็ยังทำผิดเลย
แต่มารู้ก็ตอนจะจบชั่วโมง แล้ว
วิชาสุดท้ายประจำอาทิตย์คือ
แบบฝึกหัดฟิสิกส์ก่อสร้าง
ซึ่งผู้สอน ไม่ใช่สิ!
ผู้เขียนมากกว่า
เพราะเขาเขียนมากกว่าสอน
เขาจะลอกเขียนการคำนวณและ
เนื้อความลงในแผ่นใสให้นักศึกษาจดกัน
เวลาที่พวกนักศึกษาจดกันไม่ทัน
และมี การเปลี่ยนแผ่นใส
ก็จะมีการโห่
ทันทีทันใดแผ่นใสก็จะถูกวางไปเหมือนเดิม
ในบางโอกาสผู้เขียนก็จะเอ่ยปากพูดอะไรสักเล็กน้อย
แต่ชอบเผลอพูดออกเสียง ผิด
ทั้งที่เป็นคนเยอรมัน เช่น plus
จะพูดเป็น pluess
นักศึกษาก็จะหัวเราะกัน ครืน
นึกดูผมก็รู้สึกเห็นใจเขาบ้างในบางที
ช่วงปิด
Pfingstenferien ที่ผ่านไปนี้
แทนที่ผมจะได้หยุดพักผ่อนอยู่บ้าน
ซักและรีดเสื้อผ้า
เก็บห้องให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
จ่ายตลาด
เพื่อนคณะเดียวกันกับผม
และตัวผมเองก็ไปทำแบบฝึกหัดของวิชาวัดพื้นที่
จริง ๆ เราสามารถจะทำใน
ช่วงเวลาอื่นก็ได้
แต่ผมเห็นว่าช่วงนี้เหมาะมากกว่า
(ปกติแล้วนักศึกษาจะแย่ง
กันลงชื่อเพราะรับนักศึกษาจำนวนจำกัด
คือ 90 คน จากทั้งหมด 130 คน)
เราได้ไปวัดพื้นที่ในที่ต่าง
ๆ กัน อย่าง ตามเนิน ตามป่า
ตามบึง หรือ แม้กระทั่งริมถนน
มีวิธีการวัดหลากหลายแบบด้วยกัน
น่าสนุกมาก! ช่วงสองวัน
แรกอากาศไม่ดีเลย เย็นชื้น
แต่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ
จนถึงวันสุดท้าย นักศึกษาส่วน
มากจะถูกแดดเผา ผิวไหม้
ผิวลอกกันเป็นแถว
ตอนที่เราไปวัดตามบึงช่วงเช้า
ผมก็ลงไปในในน้ำกับเขาด้วย
แต่ผมมีใส่ชุดยาง Kondom
ไม่ใช่ถุงยางอนามัย นะครับ!
ยาวถึงหน้าอก
ผมเดินไปปักไม้วัดแล้วก็เดินไปเดินมา
เผลอเดินไปแถว น้ำลึก ผลก็คือ
เปียกไปครึ่งตัว
หลังจากปิดเทอมกันได้ไม่กี่วัน
ก็มีงานเลี้ยงของคณะเคมีเขาจัดกัน
ผมก็ไปกับเขาด้วย ได้ลองดื่ม
Tequila "หมวกสีน้ำตาล"
แปลกตรงที่ว่าก่อนดื่ม มีเลีย
Zimt ที่มือ
เลียเสร็จก็ดื่มจนหมดแก้ว
ตามด้วยส้มฝานอีกหนึ่งชิ้น
(แต่ถ้า เป็น "หมวกสีขาว"
ก็จะใช้เกลือและมะนาวแทน)
หลังจากดื่มเสร็จผมก็เริ่มร้อน
หน้าแดง ตาแดง
เป็นประจำเลยเวลาผมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์
นี่ก็เป็นประสบการณ์ในชีวิตแบบปอน
ๆ ของผม ในมหาวิทยาลัย แบบย่อ ๆ
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านเพื่อนไทยทุก
ๆ ท่าน คงจะไม่เบื่อ ไม่เซ็ง
กับบทความของผมนะครับ
หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ผมก็ขออภัยมา ณ
ที่นี้ด้วยนะครับ
ก่อนปิดท้ายผมขอแนะนำให้นักศึกษาไทยที่สนใจเรื่องเกี่ยวกับ
Tutorium ให้ไปติดต่อสอบถามที่
Akademisches Auslandsamt กันนะครับ

|