คนไทยที่จะมาเรียนต่อในเยอรมัน
น้อยคนนักที่จะมีความรู้เกี่ยวกับ
เรื่องมหาวิทยาลัย
และระบบการเรียนการสอนในเยอรมันเป็นอย่างดีมาตั้งแต่
อยู่เมืองไทย
ส่วนใหญ่จะบินมาหาข้อมูลเอาข้างหน้ากันทั้งนั้น
ประเทศเยอรมัน
เองก็ไม่เคยมีการจัดลำดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดอย่างเป็นทางการ
และเป็นที่
ยอมรับกันทั่วไปอย่างที่ทำในอเมริกา
ทั้ง ๆ
ที่เยอรมันมีมหาวิทยาลัยอยู่
มากกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ
และยังเป็นประเทศที่ตั้งของมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่
ที่สุดของโลกด้วย นั่นคือ
มหาวิทยาลัย Heidelberg ปัญหาใหญ่ของหลายคนคือ
จะเลือกเรียนมหาวิทยาลัยที่ไหนดี
ในสาขาวิชาเดียวกันจะมีมหาวิทยาลัยหลายแห่งที่เปิดสอน
ทำให้ยากแก่การ ตัดสินใจ
การที่จะเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งไหนนั้น
คงจะต้องมีปัจจัย
หลายอย่างที่สำคัญมามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ซึ่งคุณจะต้องเอาปัจจัยเหล่านั้น
มาบวก ลบ คูณ หาร ยกกำลัง
ถอดรากที่สอง
แล้วจึงค่อยตัดสินใจอย่าง
รอบคอบอีกที
เพราะการเลือกมหาวิทยาลัยจะทำให้เสียเงิน
เสียเวลา และ
เสียอารมณ์โดยใช่เหตุ
ผมจึงอยากเสนอข้อคิดบางอย่างที่จะช่วยให้การเลือก
มหาวิทยาลัยของคุณง่ายขึ้น
อย่างแรกที่สำคัญคือ
คุณต้องรู้เสียก่อนว่า
มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนบ้าง
ที่เปิดสอนในสาขาที่คุณอยากจะเรียน
จากนั้นก็ดูในด้านวิชาการ
ทุกคนคง
ยอมรับว่าที่เราดั้นด้นแหวกฟ้ากันมา
ก็เพื่อที่จะมาคว้าดาวกันทั้งนั้น
คงไม่มี
ใครที่อยากจะคว้าดินหรือคว้าน้ำเหลวกลับเมืองไทยเป็นแน่
คุณจึงควรที่จะ
เลือกมหาวิทยาลัยที่มีสอนทางสาขาของคุณที่ดีพอสมควร
(ซึ่งมหาวิทยาลัย
ส่วนใหญ่ในเยอรมันก็ดีพอกัน
จะแตกต่างกันก็ไม่มากนัก
มหาวิทยาลัยที่ดี
มีชื่อเสียงนั้น
ก็ไม่ได้หมายความว่าาคณะที่คุณจะเรียนนั้นจะต้องดีตามไปด้วย
เสมอไป ดังนั้น
คุณควรที่จะพิจารณาว่าสาขาวิชานี้ควรเรียนที่มหาวิทยาลัยไหน
จึงจะเหมาะสมที่สุด เช่น
ทางด้านวิศวกรรมเครื่องกล
ควรเรียนที่มหาวิทยาลัย Aachen
หรือ Karlsruhe ทางด้านเศรษฐศาสตร์
ที่มหาวิทยาลัยย Mannheim หรือ Bonn
เป็นต้น
สำหรับแหล่งที่คุณจะหาข้อมูลได้นั้น
ก็ได้แก่ สำนักงาน
ผู้ดูแลนักเรียนไทยฯ ที่บอนน์
หรือ
ติดต่อโดยตรงที่มหาวิทยาลัย
ที่ง่ายที่สุด คือ
สอบถามจากรุ่นพี่คนไทยหรือนักศึกษาเยอรมัน
เวลาาสอบถามไม่ควรถาม แค่ว่า
"เรียนที่ไหนดี"
แต่ควรถามด้วยว่า "ที่นั้น
ดีอย่างไร"
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ
มหาวิทยาลัยที่คุณจะไปเรียนนั้น
จบง่าย หรือไม่
ข้อนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนควรคำนึงไว้ให้มาก
ๆ ควบคู่ไปกับข้อแรกด้วย
บางมหาวิทยาลัยทางด้านวิชาการดีมาก
แต่เรียนยาก โหด แถมนาน
อีกต่างหาก ต้องทนเรียนไป
เช็ดน้ำตาไป
กว่าจะเรียนจบเลือดตาแทบกระเด็น
อย่างนี้ก็ไม่น่าที่จะเลือกเรียน
ถึงแม้ว่าจบมาแล้วผู้คนจะชื่นชมว่าจบจาก
มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง
แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าจะทนรันทด
ไปจนจบได้หรือไม่
สู้เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยที่ดีพอสมควร
เรียนง่ายจบเร็วจะไม่ดีกว่าหรือ
นอกจากนี้สำหรับคนที่มาทำปริญญาเอก
สิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย
คือ Doktorvater หรือ Professor นั่นเอง
บาางคนอาจรู้จัก Professor
จากผลงานที่ได้ตีพิมพ์
หรือรู้จักเพราะว่า Professor
ได้ติดต่อกันอยู่กับ
หน่วยงานที่เมืองไทย
หรือยังไม่รู้จัก Professor เลย
สำหรับผู้ที่รู้จักกับ Professor
แล้ว
ผมก็แนะนำให้ปลงเสียเถิดกับเรื่องมหาวิทยาลัย
เพราะะ Professor ที่เก่ง ๆ บางคน
ก็ไม่ได้ทำงานอยู่มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงเสมอไป
นอกเสียจาากว่าคุณต้องการที่จะจบจากมหาวิทยาลัยที่ดัง
ๆ ก็คงจะต้อง โบกมือลา Professor
แต่สำหรับผู้ที่ยังไม่มี Professor
การเลือก Doktorvater
ก็เป็นสิ่งสำคัญ
เพราะเราจะจบปริญญาเอกหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคนผู้นี้เพียง
ผู้เดียว ถ้าเลือก Professor
ผิดก็คิดจน Professor
ตายและคุณก็ตายตาม Professor ไปด้วย
ผู้ที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับ
Professor ได้ดีที่สุด ก็เห็นจะเป็น
เพื่อนนักศึกษาชาวเยอรมัน
ผู้ที่จะมาเรียนต่อปริญญาโท-เอกจะต้องพบกับปัญหาใหญ่อีกอย่างหนึ่ง
นั่นคือ
การเทียบปริญญาตรีของไทย
แต่ละมหาวิทยาลัยมีข้อกำหนดต่าง
ๆ กัน ไป
ในเรื่องการเทียบปริญญา
บางแห่งเทียบให้เท่ากับ Vordiplom
บางแห่ง อาจเทียบให้มากกว่า
บางแห่งจะเทียบให้แต่ต้องมีข้อแม้
เช่น มาสอบเทียบวิชา เอาเอง
(โดยไม่ต้องเรียน)
หรือบางแห่งเทียบให้อย่างเสียมิได้
(แค่ 1 หรือ 2 Semester)
หรือไม่เทียบให้เลยก็มี
ซึ่งอย่างสุดท้ายนี้สร้างความชอกช้ำใจ
ให้กับผู้ที่อุตส่าห์ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเรียนถึงแดนไกลเป็นอย่างมาก
ผู้ที่พอจะ
ช่วยแนะนำได้ก็เห็นจะเป็นรุ่นพี่ที่มีประสพการณ์ในเรื่องนี้เท่านั้น
การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยหลังจากจบชั้น
Vordiplom หรือ Diplom
เป็นเรื่องที่ทำได้
แต่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ข้อดีคือ
ถ้าคุณเกิดเบื่อมหาวิทยาลัย
ที่เรียนอยู่หรืออยากจะไปเรียนในมหาวิทยาลัยที่คุณคิดว่าน่าจะดีกว่านี้
คุณก็ สามารถทำได้
ผลพลอยได้ก็คือคุณจะได้รู้จักกับเพื่อนร่วมวงวิชาการมากขึ้น
ตามมาด้วย ส่วนข้อเสียก็คือ
บางครั้งบางวิชาที่เราเรียนจากมหาวิทยาลัยเดิม
อาจไม่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยใหม่
เพราะในแต่ละมหาวิทยาลัย
แม้ว่าจะเป็นสาขาวิชาเดียวกัน
ก็มีข้อบังคับต่าง ๆ กันไป
อาจจะต้องมีการสอบ เพิ่มเติม
หรือเรียนใหม่บางส่วน
ซึ่งจะต้องเสียเวลาเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้คุณก็คง
จะมีความเจนจัดในมหาวิทยาลัยและเมืองที่คุณอยู่แล้วเป็นอย่างดี
คุณจะคุ้นเคย กับเพื่อนร่วมงาน
รู้จักกับ Professor ในมหาวิทยาลัย
การเปลี่ยนมหาวิทยาลัย
หรือเปลี่ยนเมืองนั้น
คุณคงจะต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่
สักระยะหนึ่ง
วารสารต่าง
ๆ
ของเยอรมันที่ได้พยายามจัดลำดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด
เพื่อช่วยนักศึกษาตัดสินใจเลือกมหาวิทยาลัย
วารสารเหล่านี้ก็อาจช่วยคุณ
ตัดสินใจได้
แต่ไม่ควรที่จะยึดเป็นหลักในการตัดสินใจ
เพราะวารสารแต่ละฉบับ
ก็ให้ผลการจัดลำดับออกมาที่ไม่ตรงกัน
นั่นแสดงว่า
ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนใน
เยอรมันที่เป็นหนึ่งมาโดยตลอดทั้งในสายตาของอาจารย์และนักศึกษา
เรื่องอื่น
ๆ ที่ควรคำนึงไว้บ้าง
ก็ได้แก่เรื่องที่พัก
ในเมืองที่คุณจะไป เรียน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หอพักนักศึกษา
บ้านนับเป็นปัจจัยสี่อย่างหนึ่งที่
ขาดไม่ได้
คุณจะไม่มีอารมณ์ที่จะเรียนหรือทำงานใด
ๆ ได้เลย ถ้าวันวันจะต้อง
มาเป็นกังวลว่า "เดือนหน้า
ฉันจะไปอยู่ที่ไหน"
และสำหรับผู้ที่ไม่ชอบภาษา
เยอรมันก็อาจจะเลือกมหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องสอบ
PNdS (การทดสอบภาษา
ก่อนเข้ามหาวิทยาลัย) ก็ได้
หรือเรียนก่อนสอบทีหลังก็ยังมี
หรือเรียนเป็น
ภาษาอังกฤษเลยก็พอหาได้
(ในบางสาขาวิชาเท่านั้น)
ปัจจัยอื่น ๆ เช่น ค่าครองชีพ
และสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการเรียนก็ควรจะคำนึงถึงด้วย
เช่น TU Chemnitz มีชื่อเสียงทางด้าน
Ingenieurwissenschaften
แต่สถานการณ์เรื่อง
การทำร้ายชาวต่างชาติในเขตตะวันออกก็ยังคุกรุ่นอยู่
ถ้ายังอยากจะไปเรียน
ก็อาจจะต้องเจ็บก่อนจบก็ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดมากกว่าปัจจัยอื่น
ๆ ทุกเรื่อง คือ ความพึงพอใจของ
ตัวคุณเอง
ถ้าคุณมีความพอใจในมหาวิทยาลัยที่คุณเรียนแล้ว
ไม่ว่าความยาก
ลำบากอุปสรรคขวากหนามใด ๆ
คุณก็คงจะสู้ได้สบาย
แต่ถ้าคุณเริ่มมีอคติกับ
มหาวิทยาลัย
หรือเมืองที่คุณจะต้องไปใช้ชีวิตอยู่อีกหลายปี
ตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว ละก็
อย่าได้พยยามฝืนใจไปเรียนที่นั่นเลย
แม้ว่าที่นั่นจะเป็นมหาวิทยาลัยที่สุด
แสนประเสริฐเลิศล้ำโด่งดังขนาดไหน
Professor จะเก่งขนาดไหน คุณจะต้อง
ลงแรงมากกว่าปกติเพื่อที่จะเรียนให้จบ
ขอให้เลือกมหาวิทยาลัยที่ตัวคุณเอง
พอใจและคิดว่าดีที่สุดเหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับคุณ
เพราะคุณคือคนที่จะเรียน
ไม่ใช่ใครอื่นเลย
ถ้าคุณมีความสบายใจในทุกเรื่องแล้ว
การที่จะเรียนให้ประสบ
ความสำเร็จนั้นไม่ยาก
และสิ่งหนึ่งที่ควรระลึกไว้เสมอก็คือ
ความเก่งของคุณ
ไม่ได้อยู่ที่มหาวิทยาลัยที่เรียน
ไม่ได้อยู่ที่ Professor ที่สอน
แต่ว่าอยู่ที่ตัวคุณเอง
|