- การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เพิ่งเดินทางไปถึง
- การหาที่อยู่
- การแจ้งย้ายเข้า-ออก
หรือย้ายที่อยู่
- การต่ออายุวีซ่า
- การต่ออายุหนังสือเดินทาง
- ธนาคาร
- ประกันสุขภาพ
- การติดต่อสื่อสาร
- การคมนาคม
- การซื้อของ
- ทั่วไป

1.
การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เพิ่งเดินทางไปถึง
โดยปกติแล้วศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว
Touristinformation
ของแต่ละเมือง
จะมีที่ทำการใกล้กับสถานีรถไฟ
นักศึกษาสามารถขอข้อมูลเอกสารต่าง
ๆ เกี่ยวกับ เมืองนั้นได้
ไม่ว่าจะเป็นแผนที่เมืองพร้อมที่อยู่ติดต่อสำคัญต่าง
ๆ คำแนะนำ
เกี่ยวกับการใช้รถโดยสารประจำทาง
หรือรถรางของเมืองนั้น
ถ้าหากแผนที่ที่ได้รับ
แจกไม่ค่อยละเอียดนัก
นักศึกษาสามารถเลือกซื้อแผนที่เมืองจากร้านค้าใน
สถานีรถไฟได้
ในกรณีที่นักศึกษาต้องเดินทางไปหาที่อยู่ด้วยตนเองในเมืองที่ตน
ไม่รู้จัก

2. การหาที่อยู่
หลังจากที่ได้รับใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย
Zulassungsbescheid
นักศึกษาสามารถใช้้เอกสารนี้เป็นหลักฐานในการสมัครขออยู่หอพักของมหาวิทยาลัย
นั้นได้
อย่างไรก็ตามทางมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถจะรับรองได้ว่านักศึกษา
จะได้รับห้องในหอพักของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน
ขึ้นอยู่กับว่าหอพักมี
ห้องพักเพียงพอหรือไม่
และมีคนสมัครหอพักของมหาวิทยาลัยมากหรือไม่
ต้องรอ
ตามลำดับที่สมัครไว้จึงจะได้ห้อง
แต่ถ้าหากนักศึกษามีความประสงคจะได้ห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัย
จริง ๆ ก็ควรจะแสดงเหตุผลให้ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีความจำเป็นอย่างไรบ้าง
เป็นต้นว่า
เพิ่งย้ายเข้ามาเมืองนี้ใหม่ยังไม่มีที่พัก
และไม่ทราบว่าจะหาห้องพัก
ด้วยตนเองอย่างไรเพราะยังไม่รู้จักเมืองนี้ดี
หรืออาจจะอ้างว่ารายได้น้อย
ไม่สามารถจะพักห้องเช่าที่ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัยได้
และอาจจะใช้วิธีหมั่นโทรศัพท์
ไปถามว่ามีห้องว่างหรือยัง
เพื่อที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้รับทราบว่าเรามีความ
ต้องการห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก
และอาจจะให้ความเห็นใจ
พยายามหาห้องว่างให้เราเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม
นักศึกษาบางคนอาจจะไม่คุ้นกับสภาพห้องพักในหอพักของ
มหาวิทยาลัย
ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาด 10-12 m2
บางแห่งอาจจะใช้ห้องน้ำห้องครัว
รวมกับคนอื่น ข้อเสียที่มีก็คือ
หอพักนักศึกษามักจะมีเสียงดัง
ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย
ก็คือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่ร่วมหอพักเดียวกัน
เป็นต้นว่า ห้องครัวรวม สกปรก
เนื่องจากเกี่ยงกันทำความสะอาด
หรือห้องที่อยู่ติดกันเปิดเพลงเสียงดัง
ในขณะที่อีกห้องหนึ่งต้องอ่านหนังสือสอบ
ข้อดีของการอยู่หอพักคือ
ในกรณีที่
นักศึกษาไม่รู้้จักใครเลย
ก็จะมีโอกาสทำความรู้จักกับคนอื่นที่อยู่หอพักเดียวกันได้
ง่าย
เนื่องจากที่หอพักมักจะจัดกิจกรรมร่วมกันค่อนข้างบ่อย
หากนักศึกษาไม่ต้องการอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยก็สามารถหาห้องเช่า
ในลักษณะอื่น ๆ ได้
เป็นต้นว่า ห้องแบ่งให้เช่า
อพาร์ตเมนต์ให้เช่า
หรืออยู่ห้อง
เช่ารวมกับผู้อื่น
แหล่งข้อมูลสำคัญในการหาที่พักก็คือ
หนังสือพิมพ์ Zeitung หรือ
หนังสือพิมพ์โฆษณา Anzeigeblatt
ประจำเมืองนั้น
ซึ่งมักจะออกประมาณ 1-2
ครั้งต่ออาทิตย์
วันที่ออกประจำก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่เมือง
หนังสือพิมพ์
ประเภทนี้จะมีประกาศต่าง ๆ
ประกาศขาย และประกาศหา
หัวข้อที่ต้องดูก็คือ เรื่อง
Miete, Wohnungen, Zimmer, WG และอื่น ๆ
ที่เกี่ยวกับการให้เช่าที่พัก
ในมหาวิทยาลัยเองนักศึกษาสามารถไปทีกองกิจการนักศึกษา
Studentenwerk หรือ Asta หรือ Akademische
Auslaender Amt โดยติดต่อกับ
เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ
นักศึกษาจะไดัรับเบอร์โทรศัพท์
รายละเอียดห้อง ที่ตั้ง
นักศึกษาต้องติดต่อกับเจ้าของห้อง
นัดดูห้องด้วยตนเอง
จากนั้นจึงตัดสินใจว่า
จะเช่าห้องหรือไม่
นอกจากนี้ตามแผ่นประกาศ Schwarzbrett
ในมหาวิทยาลัยเอง
ก็จะมีประกาศหาคนเช่าห้องอยู่มากมาย
นักศึกษาไม่ควรกังวลว่าอาจจะหาห้องไม่ได
หากหาที่อยู่ในระยะเวลาที่
เหมาะสม
ได้แก่ช่วงเวลาหลังปิดเทอม
หรือก่อนเปิดเทอมประมาณ 1-2
เดือน และหากถึือหลัก "ยิ่งเร็วยิ่งดี"
ในการติดต่อ
จะมีห้องว่างให้เลือกค่อนข้างมาก
สิ่งที่ยากกว่าคือการหาห้องเช่าที่ถูกใจ
ซึ่งก็คือเรื่อง ห้องน่าอยู่
เจ้าของบ้านใจดี
ค่าเช่าไม่สูงเกินไป
การคมนาคมสะดวก นั่นเอง
ข้อแนะนำในการโทรศัพท์ติดต่อเพื่อนัดดูห้อง
- ห้องนั้นตกแต่งแล้วหรือไม่
ค่าเช่าห้องที่ตกแต่งแล้ว
moebliert ปกติจะสูง กว่าห้อง
ที่ยังไม่ตกแต่ง unmoebliert
แต่ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องหา
เครื่องเรือนมาใส่ห้องเอง
- อัตราค่าเช่าห้องรวมค่าอะไรบ้าง
ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟเอง
หรือไม่
หรือรวมอยู่กับค่าเช่าบ้านแล้ว
มีค่าอื่นนอกเหนือจากค่าเช่าห้องที่ผู้เช่า
ต้องจ่ายหรือไม่
เป็นต้นว่า ค่าเก็บขยะ
เราต้องถามเจ้าของบ้านอย่าง
ละเอียด
และโดยทั่วไปแล้วผู้เช่าจะต้องวางเงินประกัน
Kaution เป็น
จำนวนสองเท่าของค่าเช่าห้อง
และจะได้รับเงินคืนเมื่อ
ย้ายออก
ดังนั้นควรจะเตรียมเงินก้้อนหนึ่งสำหรับประกันห้องกับเจ้าของห้อง
ไว้ด้วย
- ห้องน้ำ-ห้องครัวใช้อย่างไร
ใช้รวมกับเจ้าของบ้านหรือไม่
เจ้าของบ้าน
บางคนไม่ค่อยพอใจถ้าหากผู้เช่าใช้ห้องน้ำ-ห้องครัวบ่อย
เพราะคน
เยอรมันบางคนไม่อาบน้ำทุกวัน
หรือทำอาหารทุกวัน
ต่างกันคนเอเชีย
ทำให้ถูกมองว่าสิ้นเปลืองค่าน้ำ-ค่าไฟเพิ่มขึ้น
- ห้องเช่านั้นอยู่ในบ้านหลังเดียวกับเจ้าของบ้านหรือไม่
เพราะส่วนใหญ่
มักจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสมอ
อาจจะ ทำอะไรไม่สะดวกใจ
ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนบุคคลด้วย
เพราะฉะนั้น
จึงควรดูด้วยว่าพอจะเข้ากับเจ้าของบ้านได้ไหม
หากเป็นไปได้ควรจะ
เลือกห้องเช่าที่อยู่แยกต่างหาก
- การคมนาคมเป็นอย่างไร
ถ้าอยู่ที่นั่นแล้วไปไหนมาไหนสะดวกหรือไม่
หากพิจารณาจากแผนที่เมืองแล้วห้องเช่านั้นอยู่ไกลเกินไปก็ไม่จำเป็น
ต้องนัดไปดูห้อง
ส่วนใหญ่แล้วห้องที่อยู่ใกล้ตัวเมืองจะมีเสียงดังมากกว่า
ห้องที่อยู่เขตชานเมือง
เมื่อนักศึกษานัดดูห้องแล้ว
ในการไปพบปะพูดคุยกับเจ้าของห้อง
ควรสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของห้อง
โดยการแต่งกายสุภาพ บอกระยะ
เวลาที่อยู่อย่างชัดเจน
และสร้างความมั่นใจในเรื่องการจ่ายค่าเช่า
หากนักศึกษาพอใจในห้องนั้น
และเจ้าของห้องยินดีที่จะทำสัญญากับ
นักศึกษาก็สามารถตกลงทำสัญญาเช่ากันได้
ทั้งนี้ต้องพิจารณาเงื่อนไขสำคัญ
ในสัญญาโดยละเอียด ได้แก่่
- กำหนดระยะเวลาการเช่าชัดเจน
หากจะย้ายออกก่อนกำหนดมีเงื่อนไข
อย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า
ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าประมาณ
3 เดือน
หรือต้องหาคนมาเช่าต่อให้ได้
โดยต้องหาคนมาให้เจ้าของบ้าน
พิจารณา 3 คน
หากนักศึกษาผิดสัญญาต้องเสียค่าปรับให้แก่เจ้าของบ้าน
เป็นจำนวนเงินสามเท่าของค่าเช่าบ้าน
- ในสัญญาเช่าต้องเขียนค่าใช้จ่ายอื่น
Nebenkosten แยกไปต่างหากจาก
ค่าเช่า
- เงื่อนไขการเพิ่มค่าเช่าในแต่ละปีเป็นอย่างไร
ก่อนที่จะลงชื่อในใบสัญญาควรจะอ่านสัญญาเช่าให้เข้าใจ
ขอให้ตัดสินใจ รอบคอบ
ไม่ต้องรียหรือกลัวว่าจะหาห้องไม่ได้อีกหากไม่ได้ห้องนี้
เพราะหาก ไม่ถูกใจจริง ๆ
และทนอยู่ต่อไม่ได้ครบตามสัญญา
อาจจะพบปัญหาในตอนย้าย
ออกก่อนกำหนดอีกมากมาย
หากนักศึกษายังมีความรู้ภาษาเยอรมันน้อย
ทาง
ที่ดีควรจะขอเพื่อนที่ใช้ภาษาเยอรมันได้ดีไปเป็นเพื่อนในการพิจารณาอ่านสัญญา

3.
การแจ้งย้ายเข้า-ออก
หรือย้ายที่อยู่
สิ่งแรกที่ควรทำคือการแจ้งย้ายเข้า
ทั้งนี้
นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับ
สถาบันสอนภาษาเกอเธ่
เจ้าหน้าที่จะจัดการเรื่องเอกสารให้
แต่ถ้าไม่มี
ผู้รับผิดชอบจัดการให้
นักศึกษาต้องไปแจ้งย้ายเข้าที่
Einwohnermeldeamt ของเมือง
เอกสารทีเตรียมไปได้แก่
หนังสือเดินทาง
ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย
หรือใบรับรองจากสถาบันสอนภาษา
ใบรับรองทางการเงิน
สัญญาเช่าห้อง
หรือจดหมายรับรองจากเจ้าของบ้านที่นักศึกษาพักอยู่ด้วย
และใบแจ้งย้ายออก
จากเมืองเก่าถ้ามี
หากนักศึกษาต้องย้ายเมือง
ก่อนย้ายประมาณ 1 อาทิตย์
ควรไปแจ้ง ย้ายออก
ซึ่งจะได้รับใบยืนยันการย้ายออก
เพื่อนำไปใช้แจ้งย้ายเข้าของอีก
เมืองหนึ่ง
ถ้านักศ฿กษาย้ายที่อยู่ในเมืองก็ต้องทำการแจ้งย้ายอีกเช่นเดียวกัน
การแจ้งย้ายที่อยู่นี้ไม่จำเป็นต้องทำก็ต่อเมื่อนักศึกษาย้ายจากห้องหนึ่งไปยัง
ห้องหนึ่งซึ่งอยู่ในตึกเดียวกัน
เมื่อมีการย้ายที่อยู่นักศึกษาควรไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อแจ้งเรื่อง
การย้ายที่อยู่
หากมีจดหมายหรือพัสดุไปรษณีย์ตกค้างไปยังที่อยู่เก่า
บุรุษไปรษณีย์สามารถส่งต่อไปยังที่อยู่ใหม่ได้ทันที

4.
การต่ออายุวีซ่า
นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับสถาบันสอนภาษาจะได้รับวีซ่าระยะเวลา
ประมาณ 2-3 เดือน
เมื่อวีซ่าหมดอายุต้องทำเรื่องขอต่อายุวีซ่ากับกรมต่างด้าว
ของเยอรมัน Auslaenderbehoerde
หลักฐานที่ต้องนำไป ได้แก่ หนังสือเดินทาง
ใบรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียนของสถาบันสอนภาษา
หลักฐานทางการเงิน
การต่ออายุวีซ่าเพื่อเรียนภาษานี้
จะทำได้เมื่อระยะเวลา
ในการเรียนภาษารวมแล้วไม่เกิน
12 เดือน
นักศึกษาในขั้นเตรียมมหาวิทยาลัยและขั้นมหาวิทยาลัยมักจะไม่มี
ปัญหามากนักในเรื่องการต่อวีซ่าเพราะหลักฐานที่ใช้มีเพียงใบลงทะเบียน
Semesterbescheinigung เท่านั้น
หรืออาจมีหลักฐานรับรองสถานภาพ
ทางการเงินในครั้งแรกที่ไปก็ได้
โดยปกติแล้วจะได้รับการต่อวีซ่าให้ครั้งละ
1 ปี
ข้อแนะนำ
- ควรตรวจดูวันหมดอายุของหนังสือเดินทาง
ก่อนหนังสือเดินทางหมด
อายุประมาณ 1
เดือนต้องทำเรื่องขอต่ออายุหนังสือเดินทางเสียก่อน
- ก่อนวีซ่าหมดอายุประมาณ
1-2
สัปดาห์ควรไปติดต่อขอต่ออายุว๊ซ่า
เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดทำให้การดำเนินการต่ออายุล่าช้าได้
เป็นต้นว่า
เอกสารไม่เพียงพอ
- หากวีซ่าใกล้หมดอายุก่อนย้ายเมือง
ควรขอต่ออายุวีซ่าก่อนแจ้งย้าย
ออก
เพราะอาจเกิดปัญหาเมื่อไปขอต่ออายุวีซ่าที่เมืองใหม่
เนื่องจาก
ความล่าช้าในการส่งเอกสารระหว่างเมือง
- สำหรับผู้ที่กลับเมืองไทยชั่วคราว
ควรทำเรื่องขอต่ออายุวีซ่าให้พอดี
กับช่วงที่กลับมาอีกครั้ง
หากวีซ่าหมดอายุระหว่างที่อยู่เมืองไทย
ต้องทำเรื่องขอวีซ่าใหม่อีกครั้งกับสถานทูตเยอรมันในประเทศไทย
สถานทูตเยอรมันที่ประเทศไทยจะมีอำนาจเฉพาะการออกวีซ่าเท่านั้นแต่
ไม่มีอำนาจในการต่ออายุวีซ่า
การขอวีซ่าใหม่นี้ใช้ระยะเวลาในการ
ดำเนินงานประมาณ 4-6 อาทิตย์

5.
การต่ออายุหนังสือเดินทาง
นักศึกษาต้องทำเรื่องขอต่ออายุหนังสือเดินทางกับสถานเอกอัครราช
- ทูตไทย ณ กรุง Berlin
Royal
Thai Embassy
Lepsiusstrasse 64-66
12163 Berlin
Tel. 030-7912268, 794810
Fax. 030-7912229, 79481511
โดยการโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายขอแบบฟอร์มการกรอกคำร้องขอ
ต่ออายุหนังสือเดินทาง
เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะส่งใบกรอกคำร้องกลับมาทาง
ไปรษณีย์
นักศึกษาต้องกรอกคำร้องและลงลายมือชื่อให้ครบถ้วนชัดเจน
แล้วส่งกลับไปยังสถานทูตไทยพร้อมกับหนังสือเดินทาง
และลงทะเบียนจดหมาย ไว้ด้วย
ทั้งนี้
นักศ฿กษาสามารถถ่ายเอกสารหนังสือเดินทางเก็บไว้กับตัวได้
หากต้องการเร่งด่วนนักศึกษาสามารถเดินทางไปติดต่อกับสถานทูต
ได้ด้วยตนเอง
พร้อมทั้งเตรียมเอกสารสำคัญให้ครบถ้วน

6. ธนาคาร
นักศึกษาสามารถขอเปิดบัญชีธนาคารประเภทนักศึกษาได้
โดยไม่เสีย ค่าธรรมเนียม Gebuehr
จุดเด่นของธนาคารต่าง
ๆ
- Deutsche
Bank บัญชี
เป็นบัญชีประเภทเผื่อเรียกที่มีดอกเบี้ยให้ด้วย
- Dresdner
Bank บัญชีประเภท GriPs
เป็นบัญชีประเภทเผื่อเรียกที่มี
ดอกเบี้ยให้ด้วย
- Hypobank
ขอทำเครดิตการ์ดประเภทนักศึกษาค่าธรรมเนียมปีละ
10 DM ได้
- Citibank
เครดีิตการ์ดของธนาคารเป็นที่ยอมรับทั่วโลก
ในการเดินทาง
หากพกเครดิตการ์ดจะสะดวกกว่าพกเงินสด
อัตราการแลกเปลี่ยนก็
ค่อนข้างดีกว่า
- Postbank
มีอยู่ทุกเมือง
จะตั้งอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์
วันเสาร์ก็เปิด
ทำการครึ่งวัน
- Sparkasse
มีอยู่เกือบทุกเมือง
ธนาคารขนาดใหญ่
อย่าง Deutsche Bank และ Dresdner Bank
จะตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ
เท่านั้น
ส่วนธนาคารขนาดเล็กอย่าง Sparkasse
และ Postbank
จะมีอยู่กระจายตามเมืองต่าง ๆ
ทั่วไป
บริการของธนาคาร
1.
การโอนเงิน Ueberweisung
นักศึกษาจะได้รับเงินค่าใช้จ่าย
หรือสั่งจ่ายผ่านธนาคารโดยการโอน
และไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด
การโอนเงินในประเทศระหว่างสาขา
จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน
ระหว่างธนาคารใช้เวลาประมาณ 1
อาทิตย์
การโอนเงินระหว่างประเทศใช้เวลาค่อนข้างมากและเสียค่าธรรมเนียม
อย่างไรก็ตาม
การโอนเงินจากประเทศไทยมายังเยอรมันสามารถใช้เวลาเพียง
1 วันเท่านั้น
หากธนาคารที่ประเทศไทยทำการส่ง
Fax แจ้งมายังธนาคารใน
ประเทศเยอรมัน
2.
การสั่งจ่ายประจำ Dauerauftrag
ใช้สำหรับการสั่งจ่ายเงินจำนวนสม่ำเสมอในระยะเวลาหนึ่ง
เป็นต้นว่า ค่าเช่าบ้าน
ค่าประกันสุขภาพ
นักศึกษาสามารถแจ้งกับธนาคารให้ทำการโอนเงิน
ทุกเดือนไปยังหมายเลขบัญชีที่แจ้งไว้
โดยไม่จำเป็นต้องกรอกใบโอนเงินทุกครั้ง
3.
การมอบอำนาจสั่งจ่าย Lastschrift
หรือ Einzugsermaechtigung
เมื่อนักศึกษาทำสัญญา
เป็นต้นว่า การเช่าห้อง
การทำประกันสุขภาพ
การจ่ายค่าไฟ
ในบางครั้งอาจจะต้องทำ Lastschrift
ให้ธนาคารจ่ายเงิน
ตามที่คู่สัญญาอีกฝ่ายแจ้งยอดเงินไป
เนื่องจากเจ้าของห้องในบางครั้งต้องการ
หลักประกันว่านักศึกษาต้องจ่ายค่าเช่าห้องทุกเดือน
โดยไม่ต้องรอให้นักศึกษา
ทำการโอนเงินเข้าบัญชีเจ้าของห้องทุกครั้งไป
หรือในการทำประกันสุขภาพ
บางครั้งอัตราการทำประกันมีการเปลี่ยนแปลง
บริษัทประกันสุขภาพสามารถ
แจ้งธนาคารให้หักเิงนจากบัญชีนักศึกษาตามค่าประกันที่เป็นจริงขณะนั้น
นักศึกษาไม่ต้องถามบริษัทประกันสุขภาพทุกครั้งว่าต้องโอนเงินเป็นจำนวนเท่าใด
4.
การขอทำบัตรจ่ายเงินอิเล็คทรอนิค
Electronic Cash (EC)
บัตรจ่ายเงินประเภทนี้สามารถใช้จ่ายแทนเงินคล้ายบัตรเครดิต
ซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งยอมรับบัตรนี้
และสามารถใช้บัตรนี้เป็นบัตรเอทีเอ็ม
เบิกเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้
ทั้งนี้ ธนาคาร Deutsche Bank, Dredsner Bank,
Hypobank และ Vereinbank
มีข้อตกลงร่วมกันให้ลูกค้า
ของธนาคารสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของอีกธนาคารหนึ่ง
โดยไม่เสียค่า ธรรมเนียม
นักศึกษาสามารถขอทำบัติรนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมประจำปี
5.
การขอทำบัตรเครดิต
นักศึกษาสามารถขอทำบัตรเครดิตกับธนาคารได้
โดยต้องเสียค่า
ธรรมเนียมประมาณ 30-40 มาร์คต่อปี

7. ประกันสุขภาพ
นักศึกษาที่เรียนภาษาของสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ไม่จำเป็นต้องติดต่อ
ทำประกันสุขภาพด้วยตนเอง
เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ติดต่อดำเนินการให้
นักศึกษา
ต้องจ่ายเิงนต่างหากเนื่องจากค่าทำประกันสุขภาพไม่ได้รวมอยู่ในค่าเรียนภาษา
นักศึกษาขั้นเตรียมมหาวิทยาลัย
Studienkollege ควรทำประกัน
สุขภาพประเภทส่วนบุคคลสำหรับนักศึกษา
(Privat studentische Krankenversicherung)
นักศึกษามหาวิทยาลัยต้องใช้หลักฐานการทำประกันสุขภาพสำหรับ
การลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัย
ตามกฎหมายแล้วนักศึกษาทุกคนที่ศึกษาอยู่
ไม่เกินภาคการศึกษาที่ 14
หรออายุน้อยกว่า 30 ปี
จะต้องทำประกันสุขภาพ
นักศึกษาสามารถขอทำบัตรยกเว้นภาษียา
Befreiungsbescheinigung
จากทางบริษัทประกันสุขภาพได้
เมื่อซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ก็ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี
ยา
หากเกิดเหตุกระทันหันสามารถเรียกรถพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
บริษัทประกันสุขภาพที่นักศึกษานิยมใช้บริการมีดังต่อไปนี้
AOK, Barmer, TKV, DKV
อัตราค่าประกันสุขภาพของแต่ละบริษัท
จะไม่แตกต่างกัน มากนัก
นักศึกษาควรศึกษาเกี่ยวกับบริการที่ควรได้รับจากการประกันสุขภาพ
เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำประกันสุขภาพอย่างเต็มที่

8.
การติดต่อสื่อสาร
8.1
ไปรษณีย์
แผ่นพับข้อมูลต่าง
ๆ
สามารถหาได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์
หรือถามที่ เคาน์เตอร์
แสตมป์ที่ขายมีสองแบบ
คือแบบทั่วไป และแบบสะสม
Sonderbriefmarken
สามารถเลือกซื้อได้จากที่ทำการไปรษณีย์ทั่วไป
หากอยู่เมืองชายแดน
เป็นต้นว่าอยู่ใกล้เนเธอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส
สามารถข้ามไปใช้บริการไปรษณีย์ในอัตราประหยัดกว่า
8.2
โทรศัพท์
บัตรโทรศัพท์มีขายสองประเภทคือ
แบบ 12 มาร์ค และ แบบ 50 มาร์ค
หากต้องการติดตั้งโทรศัพท์ภายในห้องพักต้องทำความตกลงกับเจ้าของ
ห้องพักเสียก่อน
จึงจะไปติดต่อขอติดตั้งโทรศัพท์จากองค์การโทรศัพท์ของ
เยอรมัน Telekom
โดยเสียค่าธรรมเนียมในการติดตั้งครั้งแรกประมาณ
100 DM
หากย้ายทีี่พักต้องไปแจ้งยกเลิกโดยอาจจะขอรักษาเบอร์โทรศัพท์ไว้
เพื่อที่ว่าในการติดตั้งครั้งต่อไปสามารถขอใช้เบอร์โทรศัพท์เดิมได้
และเสียค่า
ธรรมเนียมในการติดตั้งลดลง
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้โทรศัพท์ประจำเดือนอีกประมาณเดือนละ
25 DM
ส่วนค่าโทรศพท์นั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่วงเวลาที่ใช้
ปัจจุบันนักศึกษาสามารถ
เลือกใช้บริการจากบริษัทเอกชนอื่น
ซึ่งเสนออัตราโทรศัพท์ต่ำกว่าได้
โดยแจ้งไป
ยังบริษัทนั้นและใช้วิธีหมุนรหัสบริการก่อนเบอร์โทรศพัท์ที่ต้องการ
สำหรับผู้ต้องการใช้บริการโทรศพท์มือถือก็มีบริษัทต่าง
ๆ ให้เลือกใช้ บริการ
อัตราแตกต่างกันไปแล้วแตประเภทของสัญญาที่ทำ

9. การคมนาคม
9.1
รถยนต์
ในปีแรกที่มาอยู่ในเยอรมันสามารถใช้ใบขับขี่นานาชาติในการขับรถได้
หลังจากนั้นต้องทำใบขับขี่ของเยอรมัน
บริษัทให้เช่ารถได้แก่ Sixt, Hertz,
Alomo เป็นต้น
ถ้าเช่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีราคาถูกลง
และในขณะเช่ารถควรทำ ประกันแบบ
Vollkasko
และถ้าเช่าไปในเขตที่มีอัตราการขโมยรถสูงควรทำประกัน
รถหายไว้ด้วย
9.2
รถไฟ
อัตราโดยสารของรถไฟชั้น
2 ประมาณ 25.7 Pf/km
อัตรานี้คิดกับรถไฟ
ทุกประเภทของการรถไฟเยอรมัน Deutsche Bundesbahn (DB)
ยกเว้นรถไฟ ด่วนพิเศษ Inter City
Express (ICE)
ทั้งนี้ยังมีค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไปขึ้นกับ
ชนิดของรถไฟ
- รถไฟระยะใกล้
ได้แก่ Regional Express (RE)
และ Stadt Express (SE)
วิ่งระยะทางไม่ไกลนัก
จอดแวะตามสถานีรายทางบ่อย
ไม่ต้องเสียค่า
ธรรมเนียมเพิ่ม
- รถไฟระยะไกล
ได้แก่
- D
(Schnellzug), IR (Inter Regio)
วิ่งระยะทางไกลกว่าประเภทแรก
ไม่จอดตามสถานีเล็ก
หากเดินทางไม่เกินระยะทาง
50 กิโลเมตร
ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม
3 มาร์ค์
- EC
(Eurocity), IC (Intercity)
วิ่งระยะไกล
จอดเฉพาะสถานีใหญ่
เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 6-7
มาร์ค
- ICE
(InterCityExpress)
วิ่งระยะไกล
ด้วยความเร็วสูง 230 km/h
ค่าธรรมเนียมคิดตามระยะทางเพิ่มจากค่าโดยสาร
ตั๋วรถไฟปกติซื้อได้ที่สถานีรถไฟหรือบริษัททัวร์
Reisebuero และจองที่นั่ง
บนรถไฟล่วงหน้าได้อย่างน้อยประมาณ
1 วัน
โดยเสียค่าจองเพ่ิมขึ้นเล็กน้อย
หากไม่
สามารถซื้อจากเคาน์เตอร์บริการได้ทันก่อนรถไฟออก
สามารถขอซื้อจากคนตรวจ ตั๋วได้
แต่จะเสียค่าปรับ
นอกจากนี้เคาน์เตอร์บริการยังให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับ
รายละเอียดในการเดินทางด้วย
ตั๋วประหยัด
1.
BahnCard
เป็นบัตรใช้ซื้อตั๋วรถไฟในเยอรมันครึ่งราคา
มีอายุ 1 ปี ราคาแตกต่างกันไป
ขึ้นกับอายุของผู้ทำ (60-240
มาร์ค) ในการขอทำบัตรนี้
สามารถขอทำ Visa Card ของ Citi Bank
ระยะเวลา 1 ปี
โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมประจำปี
2.
Schoenes Wochenend
ตั๋วราคา 35 มาร์ค เดินทางได้ 2
คน ใช้สำหรับรถไฟระยะใกล้
ในช่วงวัน เสาร์-อาทิตย์
ระยะทางไม่จำกัด
3.
Guten-Abend-Ticket
ใช้เดินทางตั่งแต่เวลา
1 ทุ่มถึงตีสอง ไม่จำกัดระยะทาง
ใช้ได้กับรถไฟทุก ประเภท
ราคาประมาณ 59-69 มาร์ค
ขึ้นกับประเภทของรถไฟและวันเดินทาง
4.
Sparpreis และ ICE-Sparpreis
เป็นตั๋วไป-กลับซึ่งเหมาะกับการเดินทางระยะไกล
โดยมีเงื่อนไขว่า ในวันเดินทาง
1 เที่ยว
(ไปหรือกลับก็ได้)จะต้องเป็นวันเสาร์
หรือมีวันเสาร์อาทิตย์
คั่นอยู่ระหว่างวันไปและกลับ
โดยตั๋วขาไปจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มใชจนถ฿ง
10 โมงเช้า ของวันจันทร์ถัดไป
ส่วนตั๋วขากลับจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่กำหนดถึงตีสามของวันเสาร์
ราคาค่าโดยสารสำหรับ
Sparpreis คือ 119 มาร์คสำหรับคนแรก
และ 99 สำหรบ
ผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป
ส่วนค่าโดยสารแบบ ICE-Sparpreis
นั้นราคา 290 มาร์คสำหรับคนแรก
และ 145
สำหรบผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป
โดยจะมีผู้เดินทาง
ร่วมกันได้สูงสุด 5 คน
5.
Supersparpreis และ ICE-Supersparpreis
ตั้วนี้จะมีเงื่อนไขคล้ายกับ
ICE-Sparpreis
แต่มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น คือ
ไม่สามารถเดินทางในช่วง 10
โมงเช้าของวันศุกร์ถึงตีสามของเช้าวันเสาร์
และตั้งแต่ 10
โมงเช้าของวันอาทิตย์ถึงตีสามของเช้าวันจันทร์ได้
ราคา 230 มาร์ค สำหรับ คนแรก และ
115 สำหรบผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป
โดยจะมีผู้เดินทางร่วมกันได้สูงสุด
5 คน
6.
Rail & Fly
เป็นตั๋วไปกลับระหว่างเมืองที่อาศัยกับสนามบิน
สำหรับผู้ที่จะเดินทางโดย
เครืื่องบิน
โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องแสดงตั๋วเครื่องบินในเวลาที่ซื้อ
โดยตั๋วจะมีอายุ 2
เดือนนับจากวันกำหนดใช้
(เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มี ฺBahncard)
รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สถานีรถไฟหรือสอบถามได้ที่
เบอร์โทรศัพท์ 01805996633
9.3
Mitfahrgelegenheit
เป็นการเดินทางร่วมกันโดยอาศัยรถยนต์ของผูู้ที่มีจุดหมายปลายทาง
เดียวกัน
โดยมีการแชร์ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง
นักศึกษาสามารถดูตามแผ่นป้าย
ประกาศในมหาวิทยาลัย
หรือติดต่อมายัง Mitfahrzentrale
เสียค่าบริการครั้งละ ประมาณ
14-16 มาร์ค
ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารสูงสุดจะถูกกำหนดโดย
Mitfahrzentrale
ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประเภทนี้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น
9.4
เครื่องบิน
ให้สอบถามราคาจากบริษัททัวร์เกี่ยวกับราคาตั๋วเครื่องบินสำหรับนักศึกษา
หากมีการจองตั๋วล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานบางครั้งจะได้ตั๋วราคาประหยัด

10. การซื้อของ
ราคาสินค้านั้นไม่เหมือนกันทุกร้าน
ถึงแม้จะเป็นของชนิดเดียวกัน
ยี่ห้อ เดียวกันก็ตาม
ก่อนซื้อของควรเปรียบเทียบราคาจากร้านต่าง
ๆ เสียก่อน
ร้านขายของราคาประหยัดได้แก่
DM, Schlecker, Edeka, ALDI, Plus เป็นต้น
ถึงแม้ว่าราคาสินค้าของเยอรมันจะขึ้นกับคุณภาพของสินค้า
แต่ก็ไม่เป็น จริงเสมอไป
เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในเยอรมันราคาสินค้าที่ตั้งขึ้นเป็น
ราคาที่ตั้งขึ้นตามความพอใจของผู้ขาย
เมื่อซื้อสินค้าไปแล้ว
หากสินค้านั้นมีข้อบกพร่อง
หรือไม่สามารถใช้ได้
สามารถขอคืนของได้ภายใน 1
อาทิตย์ ยกเว้นของบางอย่าง
เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน
ของลดราคา ทั้งนี้
ต้องมีใบเสร็จรับเงินแสดงเป็นหลักฐานทุกครั้ง
ดังนั้น
หลังจากจ่ายเงินควรขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง
หากต้องซื้อของจากหลายร้าน
และต้องถือสินค้าอีกร้านหนึ่งเข้าไป
พร้อมกัน
เนื่องจากร้านค้าไม่มีที่ฝากของ
ควรแน่ใจว่ามีใบเสร็จรับเงินของสินค้า
ที่ซื้อไว้แล้ว
มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้
เยอรมันมีช่วงเวลาลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ประจำปีอยู่
2 ครั้ง ได้แก่ ช่วงหลังฤดูหนาว
ประมาณเดือนมกราคมหลังปีใหม่
และช่วงหลังฤดูร้อน
ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม
ร้านค้าทุกร้านจะลดราคาสินค้าเกือบทุกชนิด
นักศึกษาสามารถหาซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ในช่วงนี้
เป็นต้นว่า เสื้อผ้า รองเท้า

11. ทั่วไป
- การตรงต่อเวลา
คนเยอรมันเป็นคนตรงต่อเวลา
หากมีการนัดหมายควร
ไปให้ตรงเวลาทุกครั้ง
ในกรณีที่เป็นงานเลี้ยงไม่ควรไปถึงก่อนเวลา
อาจจะไปถึงหลังเวลานัดสักเล็กน้อยได้
- การเยี่ยมเยียน
เมื่อต้องการไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือคนรู้จักต้องทำการนัด
หมายก่อนทุกครั้งไป
หากเป็นการเชิญอย่างเป็นทางการควรนำดอกไม้ไป
ด้วย
แต่ถ้าเป็นงานเลีี้ยงธรรมดาควรนำพวกขนมหรือของหวานติดมือไป
และหลังจากงานเลิกก่อนกลับบ้านควรกล่าวคำพูดแสดงความขอบคุณทุกครั้ง
- การให้ทิป
นักศึกษาไม่จำเป็นต้องให้ทิปก็ได้
เนื่องจากปกติจะมีค่าภาษีมูลค่า
เพิ่ม 15% และค่าบริการ 10-15%
รวมอยู่ในค่าอาหารแล้ว
แต่ถ้าต้องการ
จะให้ควรจะให้เมื่อบริการดีจริง
ๆ
ให้แบบปัดเศษถ้าค่าอาหารไม่เกิน
10 มาร์ค หรือ 5%
ของราคาอาหารหากเกิน 10
มาร์ค

|