คำแนะนำสำหรับผู้มาใหม่  
 
  1. การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เพิ่งเดินทางไปถึง
  2. การหาที่อยู่
  3. การแจ้งย้ายเข้า-ออก หรือย้ายที่อยู่
  4. การต่ออายุวีซ่า
  5. การต่ออายุหนังสือเดินทาง
  6. ธนาคาร
  7. ประกันสุขภาพ
  8. การติดต่อสื่อสาร
  9. การคมนาคม
  10. การซื้อของ
  11. ทั่วไป

1. การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เพิ่งเดินทางไปถึง

โดยปกติแล้วศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว Touristinformation ของแต่ละเมือง จะมีที่ทำการใกล้กับสถานีรถไฟ นักศึกษาสามารถขอข้อมูลเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับ เมืองนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่เมืองพร้อมที่อยู่ติดต่อสำคัญต่าง ๆ คำแนะนำ เกี่ยวกับการใช้รถโดยสารประจำทาง หรือรถรางของเมืองนั้น ถ้าหากแผนที่ที่ได้รับ แจกไม่ค่อยละเอียดนัก นักศึกษาสามารถเลือกซื้อแผนที่เมืองจากร้านค้าใน สถานีรถไฟได้ ในกรณีที่นักศึกษาต้องเดินทางไปหาที่อยู่ด้วยตนเองในเมืองที่ตน ไม่รู้จัก

2. การหาที่อยู่
หลังจากที่ได้รับใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย Zulassungsbescheid นักศึกษาสามารถใช้้เอกสารนี้เป็นหลักฐานในการสมัครขออยู่หอพักของมหาวิทยาลัย นั้นได้ อย่างไรก็ตามทางมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถจะรับรองได้ว่านักศึกษา จะได้รับห้องในหอพักของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าหอพักมี ห้องพักเพียงพอหรือไม่ และมีคนสมัครหอพักของมหาวิทยาลัยมากหรือไม่ ต้องรอ ตามลำดับที่สมัครไว้จึงจะได้ห้อง
แต่ถ้าหากนักศึกษามีความประสงคจะได้ห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัย จริง ๆ ก็ควรจะแสดงเหตุผลให้ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีความจำเป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า เพิ่งย้ายเข้ามาเมืองนี้ใหม่ยังไม่มีที่พัก และไม่ทราบว่าจะหาห้องพัก ด้วยตนเองอย่างไรเพราะยังไม่รู้จักเมืองนี้ดี หรืออาจจะอ้างว่ารายได้น้อย ไม่สามารถจะพักห้องเช่าที่ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัยได้ และอาจจะใช้วิธีหมั่นโทรศัพท์ ไปถามว่ามีห้องว่างหรือยัง เพื่อที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้รับทราบว่าเรามีความ ต้องการห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก และอาจจะให้ความเห็นใจ พยายามหาห้องว่างให้เราเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางคนอาจจะไม่คุ้นกับสภาพห้องพักในหอพักของ มหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาด 10-12 m2 บางแห่งอาจจะใช้ห้องน้ำห้องครัว รวมกับคนอื่น ข้อเสียที่มีก็คือ หอพักนักศึกษามักจะมีเสียงดัง ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ก็คือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่ร่วมหอพักเดียวกัน เป็นต้นว่า ห้องครัวรวม สกปรก เนื่องจากเกี่ยงกันทำความสะอาด หรือห้องที่อยู่ติดกันเปิดเพลงเสียงดัง ในขณะที่อีกห้องหนึ่งต้องอ่านหนังสือสอบ ข้อดของการอยู่หอพักคือ ในกรณีที่ นักศึกษาไม่รู้้จักใครเลย ก็จะมีโอกาสทำความรู้จักกับคนอื่นที่อยู่หอพักเดียวกันได้ ง่าย เนื่องจากที่หอพักมักจะจัดกิจกรรมร่วมกันค่อนข้างบ่อย
หากนักศึกษาไม่ต้องการอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยก็สามารถหาห้องเช่า ในลักษณะอื่น ๆ ได้ เป็นต้นว่า ห้องแบ่งให้เช่า อพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรืออยู่ห้อง เช่ารวมกับผู้อื่น แหล่งข้อมูลสำคัญในการหาที่พักก็คือ หนังสือพิมพ์ Zeitung หรือ หนังสือพิมพ์โฆษณา Anzeigeblatt ประจำเมืองนั้น ซึ่งมักจะออกประมาณ 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ วันที่ออกประจำก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่เมือง หนังสือพิมพ์ ประเภทนี้จะมีประกาศต่าง ๆ ประกาศขาย และประกาศหา หัวข้อที่ต้องดูก็คือ เรื่อง Miete, Wohnungen, Zimmer, WG และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการให้เช่าที่พัก
ในมหาวิทยาลัยเองนักศึกษาสามารถไปทีกองกิจการนักศึกษา Studentenwerk หรือ Asta หรือ Akademische Auslaender Amt โดยติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ นักศึกษาจะไดัรับเบอร์โทรศัพท์ รายละเอียดห้อง ที่ตั้ง นักศึกษาต้องติดต่อกับเจ้าของห้อง นัดดูห้องด้วยตนเอง จากนั้นจึงตัดสินใจว่า จะเช่าห้องหรือไม่ นอกจากนี้ตามแผ่นประกาศ Schwarzbrett ในมหาวิทยาลัยเอง ก็จะมีประกาศหาคนเช่าห้องอยู่มากมาย
นักศึกษาไม่ควรกังวลว่าอาจจะหาห้องไม่ได หากหาที่อยู่ในระยะเวลาที่ เหมาะสม ได้แก่ช่วงเวลาหลังปิดเทอม หรือก่อนเปิดเทอมประมาณ 1-2 เดือน และหากถึือหลัก "ยิ่งเร็วยิ่งดี" ในการติดต่อ จะมีห้องว่างให้เลือกค่อนข้างมาก สิ่งที่ยากกว่าคือการหาห้องเช่าที่ถูกใจ ซึ่งก็คือเรื่อง ห้องน่าอยู่ เจ้าของบ้านใจดี ค่าเช่าไม่สูงเกินไป การคมนาคมสะดวก นั่นเอง

ข้อแนะนำในการโทรศัพท์ติดต่อเพื่อนัดดูห้อง

  • ห้องนั้นตกแต่งแล้วหรือไม่ ค่าเช่าห้องที่ตกแต่งแล้ว moebliert ปกติจะสูง กว่าห้อง ที่ยังไม่ตกแต่ง unmoebliert แต่ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องหา เครื่องเรือนมาใส่ห้องเอง
  • อัตราค่าเช่าห้องรวมค่าอะไรบ้าง ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟเอง หรือไม่ หรือรวมอยู่กับค่าเช่าบ้านแล้ว มีค่าอื่นนอกเหนือจากค่าเช่าห้องที่ผู้เช่า ต้องจ่ายหรือไม่ เป็นต้นว่า ค่าเก็บขยะ เราต้องถามเจ้าของบ้านอย่าง ละเอียด และโดยทั่วไปแล้วผู้เช่าจะต้องวางเงินประกัน Kaution เป็น จำนวนสองเท่าของค่าเช่าห้อง และจะได้รับเงินคืนเมื่อ ย้ายออก ดังนั้นควรจะเตรียมเงินก้้อนหนึ่งสำหรับประกันห้องกับเจ้าของห้อง ไว้ด้วย
  • ห้องน้ำ-ห้องครัวใช้อย่างไร ใช้รวมกับเจ้าของบ้านหรือไม่ เจ้าของบ้าน บางคนไม่ค่อยพอใจถ้าหากผู้เช่าใช้ห้องน้ำ-ห้องครัวบ่อย เพราะคน เยอรมันบางคนไม่อาบน้ำทุกวัน หรือทำอาหารทุกวัน ต่างกันคนเอเชีย ทำให้ถูกมองว่าสิ้นเปลืองค่าน้ำ-ค่าไฟเพิ่มขึ้น
  • ห้องเช่านั้นอยู่ในบ้านหลังเดียวกับเจ้าของบ้านหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ มักจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสมอ อาจจะ ทำอะไรไม่สะดวกใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนบุคคลด้วย เพราะฉะนั้น จึงควรดูด้วยว่าพอจะเข้ากับเจ้าของบ้านได้ไหม หากเป็นไปได้ควรจะ เลือกห้องเช่าที่อยู่แยกต่างหาก
  • การคมนาคมเป็นอย่างไร ถ้าอยู่ที่นั่นแล้วไปไหนมาไหนสะดวกหรือไม่ หากพิจารณาจากแผนที่เมืองแล้วห้องเช่านั้นอยู่ไกลเกินไปก็ไม่จำเป็น ต้องนัดไปดูห้อง ส่วนใหญ่แล้วห้องที่อยู่ใกล้ตัวเมืองจะมีเสียงดังมากกว่า ห้องที่อยู่เขตชานเมือง

เมื่อนักศึกษานัดดูห้องแล้ว ในการไปพบปะพูดคุยกับเจ้าของห้อง ควรสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของห้อง โดยการแต่งกายสุภาพ บอกระยะ เวลาที่อยู่อย่างชัดเจน และสร้างความมั่นใจในเรื่องการจ่ายค่าเช่า
หากนักศึกษาพอใจในห้องนั้น และเจ้าของห้องยินดีที่จะทำสัญญากับ นักศึกษาก็สามารถตกลงทำสัญญาเช่ากันได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาเงื่อนไขสำคัญ ในสัญญาโดยละเอียด ได้แก่่

  • กำหนดระยะเวลาการเช่าชัดเจน หากจะย้ายออกก่อนกำหนดมีเงื่อนไข อย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน หรือต้องหาคนมาเช่าต่อให้ได้ โดยต้องหาคนมาให้เจ้าของบ้าน พิจารณา 3 คน หากนักศึกษาผิดสัญญาต้องเสียค่าปรับให้แก่เจ้าของบ้าน เป็นจำนวนเงินสามเท่าของค่าเช่าบ้าน
  • ในสัญญาเช่าต้องเขียนค่าใช้จ่ายอื่น Nebenkosten แยกไปต่างหากจาก ค่าเช่า
  • เงื่อนไขการเพิ่มค่าเช่าในแต่ละปีเป็นอย่างไร

ก่อนที่จะลงชื่อในใบสัญญาควรจะอ่านสัญญาเช่าให้เข้าใจ ขอให้ตัดสินใจ รอบคอบ ไม่ต้องรียหรือกลัวว่าจะหาห้องไม่ได้อีกหากไม่ได้ห้องนี้ เพราะหาก ไม่ถูกใจจริง ๆ และทนอยู่ต่อไม่ได้ครบตามสัญญา อาจจะพบปัญหาในตอนย้าย ออกก่อนกำหนดอีกมากมาย หากนักศึกษายังมีความรู้ภาษาเยอรมันน้อย ทาง ที่ดีควรจะขอเพื่อนที่ใช้ภาษาเยอรมันได้ดีไปเป็นเพื่อนในการพิจารณาอ่านสัญญา

3. การแจ้งย้ายเข้า-ออก หรือย้ายที่อยู่

สิ่งแรกที่ควรทำคือการแจ้งย้ายเข้า ทั้งนี้ นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับ สถาบันสอนภาษาเกอเธ่ เจ้าหน้าที่จะจัดการเรื่องเอกสารให้ แต่ถ้าไม่มี ผู้รับผิดชอบจัดการให้ นักศึกษาต้องไปแจ้งย้ายเข้าที่ Einwohnermeldeamt ของเมือง
เอกสารทีเตรียมไปได้แก่ หนังสือเดินทาง ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย หรือใบรับรองจากสถาบันสอนภาษา ใบรับรองทางการเงิน สัญญาเช่าห้อง หรือจดหมายรับรองจากเจ้าของบ้านที่นักศึกษาพักอยู่ด้วย และใบแจ้งย้ายออก จากเมืองเก่าถ้ามี
หากนักศึกษาต้องย้ายเมือง ก่อนย้ายประมาณ 1 อาทิตย์ ควรไปแจ้ง ย้ายออก ซึ่งจะได้รับใบยืนยันการย้ายออก เพื่อนำไปใช้แจ้งย้ายเข้าของอีก เมืองหนึ่ง
ถ้านักศ฿กษาย้ายที่อยู่ในเมืองก็ต้องทำการแจ้งย้ายอีกเช่นเดียวกัน การแจ้งย้ายที่อยู่นี้ไม่จำเป็นต้องทำก็ต่อเมื่อนักศึกษาย้ายจากห้องหนึ่งไปยัง ห้องหนึ่งซึ่งอยู่ในตึกเดียวกัน
เมื่อมีการย้ายที่อยู่นักศึกษาควรไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อแจ้งเรื่อง การย้ายที่อยู่ หากมีจดหมายหรือพัสดุไปรษณีย์ตกค้างไปยังที่อยู่เก่า บุรุษไปรษณีย์สามารถส่งต่อไปยังที่อยู่ใหม่ได้ทันที

4. การต่ออายุวีซ่า

นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับสถาบันสอนภาษาจะได้รับวีซ่าระยะเวลา ประมาณ 2-3 เดือน เมื่อวีซ่าหมดอายุต้องทำเรื่องขอต่อายุวีซ่ากับกรมต่างด้าว ของเยอรมัน Auslaenderbehoerde หลักฐานที่ต้องนำไป ได้แก่ หนังสือเดินทาง ใบรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียนของสถาบันสอนภาษา หลักฐานทางการเงิน การต่ออายุวีซ่าเพื่อเรียนภาษานี้ จะทำได้เมื่อระยะเวลา ในการเรียนภาษารวมแล้วไม่เกิน 12 เดือน

นักศึกษาในขั้นเตรียมมหาวิทยาลัยและขั้นมหาวิทยาลัยมักจะไม่มี ปัญหามากนักในเรื่องการต่อวีซ่าเพราะหลักฐานที่ใช้มีเพียงใบลงทะเบียน Semesterbescheinigung เท่านั้น หรืออาจมีหลักฐานรับรองสถานภาพ ทางการเงินในครั้งแรกที่ไปก็ได้ โดยปกติแล้วจะได้รับการต่อวีซ่าให้ครั้งละ 1 ปี

ข้อแนะนำ

  • ควรตรวจดูวันหมดอายุของหนังสือเดินทาง ก่อนหนังสือเดินทางหมด อายุประมาณ 1 เดือนต้องทำเรื่องขอต่ออายุหนังสือเดินทางเสียก่อน
  • ก่อนวีซ่าหมดอายุประมาณ 1-2 สัปดาห์ควรไปติดต่อขอต่ออายุว๊ซ่า เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดทำให้การดำเนินการต่ออายุล่าช้าได้ เป็นต้นว่า เอกสารไม่เพียงพอ
  • หากวีซ่าใกล้หมดอายุก่อนย้ายเมือง ควรขอต่ออายุวีซ่าก่อนแจ้งย้าย ออก เพราะอาจเกิดปัญหาเมื่อไปขอต่ออายุวีซ่าที่เมืองใหม่ เนื่องจาก ความล่าช้าในการส่งเอกสารระหว่างเมือง
  • สำหรับผู้ที่กลับเมืองไทยชั่วคราว ควรทำเรื่องขอต่ออายุวีซ่าให้พอดี กับช่วงที่กลับมาอีกครั้ง หากวีซ่าหมดอายุระหว่างที่อยู่เมืองไทย ต้องทำเรื่องขอวีซ่าใหม่อีกครั้งกับสถานทูตเยอรมันในประเทศไทย สถานทูตเยอรมันที่ประเทศไทยจะมีอำนาจเฉพาะการออกวีซ่าเท่านั้นแต่ ไม่มีอำนาจในการต่ออายุวีซ่า การขอวีซ่าใหม่นี้ใช้ระยะเวลาในการ ดำเนินงานประมาณ 4-6 อาทิตย์

5. การต่ออายุหนังสือเดินทาง

นักศึกษาต้องทำเรื่องขอต่ออายุหนังสือเดินทางกับสถานเอกอัครราช - ทูตไทย ณ กรุง Berlin

Royal Thai Embassy
Lepsiusstrasse 64-66
12163 Berlin
Tel. 030-7912268, 794810
Fax. 030-7912229, 79481511

โดยการโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายขอแบบฟอร์มการกรอกคำร้องขอ ต่ออายุหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะส่งใบกรอกคำร้องกลับมาทาง ไปรษณีย์ นักศึกษาต้องกรอกคำร้องและลงลายมือชื่อให้ครบถ้วนชัดเจน แล้วส่งกลับไปยังสถานทูตไทยพร้อมกับหนังสือเดินทาง และลงทะเบียนจดหมาย ไว้ด้วย ทั้งนี้ นักศ฿กษาสามารถถ่ายเอกสารหนังสือเดินทางเก็บไว้กับตัวได้
หากต้องการเร่งด่วนนักศึกษาสามารถเดินทางไปติดต่อกับสถานทูต ได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งเตรียมเอกสารสำคัญให้ครบถ้วน

6. ธนาคาร

นักศึกษาสามารถขอเปิดบัญชีธนาคารประเภทนักศึกษาได้ โดยไม่เสีย ค่าธรรมเนียม Gebuehr

จุดเด่นของธนาคารต่าง ๆ

  • Deutsche Bank บัญชี เป็นบัญชีประเภทเผื่อเรียกที่มีดอกเบี้ยให้ด้วย
  • Dresdner Bank บัญชีประเภท GriPs เป็นบัญชีประเภทเผื่อเรียกที่มี ดอกเบี้ยให้ด้วย
  • Hypobank ขอทำเครดิตการ์ดประเภทนักศึกษาค่าธรรมเนียมปีละ 10 DM ได้
  • Citibank เครดีิตการ์ดของธนาคารเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในการเดินทาง หากพกเครดิตการ์ดจะสะดวกกว่าพกเงินสด อัตราการแลกเปลี่ยนก็ ค่อนข้างดีกว่า
  • Postbank มีอยู่ทุกเมือง จะตั้งอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์ วันเสาร์ก็เปิด ทำการครึ่งวัน
  • Sparkasse มีอยู่เกือบทุกเมือง

ธนาคารขนาดใหญ่ อย่าง Deutsche Bank และ Dresdner Bank จะตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ส่วนธนาคารขนาดเล็กอย่าง Sparkasse และ Postbank จะมีอยู่กระจายตามเมืองต่าง ๆ ทั่วไป

บริการของธนาคาร

1. การโอนเงิน Ueberweisung
นักศึกษาจะได้รับเงินค่าใช้จ่าย หรือสั่งจ่ายผ่านธนาคารโดยการโอน และไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด การโอนเงินในประเทศระหว่างสาขา จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน ระหว่างธนาคารใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ การโอนเงินระหว่างประเทศใช้เวลาค่อนข้างมากและเสียค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม การโอนเงินจากประเทศไทยมายังเยอรมันสามารถใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น หากธนาคารที่ประเทศไทยทำการส่ง Fax แจ้งมายังธนาคารใน ประเทศเยอรมัน

2. การสั่งจ่ายประจำ Dauerauftrag
ใช้สำหรับการสั่งจ่ายเงินจำนวนสม่ำเสมอในระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้นว่า ค่าเช่าบ้าน ค่าประกันสุขภาพ นักศึกษาสามารถแจ้งกับธนาคารให้ทำการโอนเงิน ทุกเดือนไปยังหมายเลขบัญชีที่แจ้งไว้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอกใบโอนเงินทุกครั้ง

3. การมอบอำนาจสั่งจ่าย Lastschrift หรือ Einzugsermaechtigung
เมื่อนักศึกษาทำสัญญา เป็นต้นว่า การเช่าห้อง การทำประกันสุขภาพ การจ่ายค่าไฟ ในบางครั้งอาจจะต้องทำ Lastschrift ให้ธนาคารจ่ายเงิน ตามที่คู่สัญญาอีกฝ่ายแจ้งยอดเงินไป เนื่องจากเจ้าของห้องในบางครั้งต้องการ หลักประกันว่านักศึกษาต้องจ่ายค่าเช่าห้องทุกเดือน โดยไม่ต้องรอให้นักศึกษา ทำการโอนเงินเข้าบัญชีเจ้าของห้องทุกครั้งไป หรือในการทำประกันสุขภาพ บางครั้งอัตราการทำประกันมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทประกันสุขภาพสามารถ แจ้งธนาคารให้หักเิงนจากบัญชีนักศึกษาตามค่าประกันที่เป็นจริงขณะนั้น นักศึกษาไม่ต้องถามบริษัทประกันสุขภาพทุกครั้งว่าต้องโอนเงินเป็นจำนวนเท่าใด

4. การขอทำบัตรจ่ายเงินอิเล็คทรอนิค Electronic Cash (EC)
บัตรจ่ายเงินประเภทนี้สามารถใช้จ่ายแทนเงินคล้ายบัตรเครดิต ซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งยอมรับบัตรนี้ และสามารถใช้บัตรนี้เป็นบัตรเอทีเอ็ม เบิกเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้ ทั้งนี้ ธนาคาร Deutsche Bank, Dredsner Bank, Hypobank และ Vereinbank มีข้อตกลงร่วมกันให้ลูกค้า ของธนาคารสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของอีกธนาคารหนึ่ง โดยไม่เสียค่า ธรรมเนียม นักศึกษาสามารถขอทำบัติรนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมประจำปี

5. การขอทำบัตรเครดิต
นักศึกษาสามารถขอทำบัตรเครดิตกับธนาคารได้ โดยต้องเสียค่า ธรรมเนียมประมาณ 30-40 มาร์คต่อปี

7. ประกันสุขภาพ

นักศึกษาที่เรียนภาษาของสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ไม่จำเป็นต้องติดต่อ ทำประกันสุขภาพด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ติดต่อดำเนินการให้ นักศึกษา ต้องจ่ายเิงนต่างหากเนื่องจากค่าทำประกันสุขภาพไม่ได้รวมอยู่ในค่าเรียนภาษา

นักศึกษาขั้นเตรียมมหาวิทยาลัย Studienkollege ควรทำประกัน สุขภาพประเภทส่วนบุคคลสำหรับนักศึกษา (Privat studentische Krankenversicherung)

นักศึกษามหาวิทยาลัยต้องใช้หลักฐานการทำประกันสุขภาพสำหรับ การลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัย ตามกฎหมายแล้วนักศึกษาทุกคนที่ศึกษาอยู่ ไม่เกินภาคการศึกษาที่ 14 หรออายุน้อยกว่า 30 ปี จะต้องทำประกันสุขภาพ

นักศึกษาสามารถขอทำบัตรยกเว้นภาษียา Befreiungsbescheinigung จากทางบริษัทประกันสุขภาพได้ เมื่อซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ก็ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี ยา หากเกิดเหตุกระทันหันสามารถเรียกรถพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

บริษัทประกันสุขภาพที่นักศึกษานิยมใช้บริการมีดังต่อไปนี้ AOK, Barmer, TKV, DKV อัตราค่าประกันสุขภาพของแต่ละบริษัท จะไม่แตกต่างกัน มากนัก นักศึกษาควรศึกษาเกี่ยวกับบริการที่ควรได้รับจากการประกันสุขภาพ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำประกันสุขภาพอย่างเต็มที่

8. การติดต่อสื่อสาร

8.1 ไปรษณีย์

แผ่นพับข้อมูลต่าง ๆ สามารถหาได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ หรือถามที่ เคาน์เตอร์
แสตมป์ที่ขายมีสองแบบ คือแบบทั่วไป และแบบสะสม Sonderbriefmarken สามารถเลือกซื้อได้จากที่ทำการไปรษณีย์ทั่วไป
หากอยู่เมืองชายแดน เป็นต้นว่าอยู่ใกล้เนเธอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส สามารถข้ามไปใช้บริการไปรษณีย์ในอัตราประหยัดกว่า

8.2 โทรศัพท์

บัตรโทรศัพท์มีขายสองประเภทคือ แบบ 12 มาร์ค และ แบบ 50 มาร์ค

หากต้องการติดตั้งโทรศัพท์ภายในห้องพักต้องทำความตกลงกับเจ้าของ ห้องพักเสียก่อน จึงจะไปติดต่อขอติดตั้งโทรศัพท์จากองค์การโทรศัพท์ของ เยอรมัน Telekom โดยเสียค่าธรรมเนียมในการติดตั้งครั้งแรกประมาณ 100 DM หากย้ายทีี่พักต้องไปแจ้งยกเลิกโดยอาจจะขอรักษาเบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อที่ว่าในการติดตั้งครั้งต่อไปสามารถขอใช้เบอร์โทรศัพท์เดิมได้ และเสียค่า ธรรมเนียมในการติดตั้งลดลง
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้โทรศัพท์ประจำเดือนอีกประมาณเดือนละ 25 DM ส่วนค่าโทรศพท์นั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่วงเวลาที่ใช้ ปัจจุบันนักศึกษาสามารถ เลือกใช้บริการจากบริษัทเอกชนอื่น ซึ่งเสนออัตราโทรศัพท์ต่ำกว่าได้ โดยแจ้งไป ยังบริษัทนั้นและใช้วิธีหมุนรหัสบริการก่อนเบอร์โทรศพัท์ที่ต้องการ

สำหรับผู้ต้องการใช้บริการโทรศพท์มือถือก็มีบริษัทต่าง ๆ ให้เลือกใช้ บริการ อัตราแตกต่างกันไปแล้วแตประเภทของสัญญาที่ทำ

9. การคมนาคม

9.1 รถยนต์
ในปีแรกที่มาอยู่ในเยอรมันสามารถใช้ใบขับขี่นานาชาติในการขับรถได้ หลังจากนั้นต้องทำใบขับขี่ของเยอรมัน บริษัทให้เช่ารถได้แก่ Sixt, Hertz, Alomo เป็นต้น ถ้าเช่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีราคาถูกลง และในขณะเช่ารถควรทำ ประกันแบบ Vollkasko และถ้าเช่าไปในเขตที่มีอัตราการขโมยรถสูงควรทำประกัน รถหายไว้ด้วย

9.2 รถไฟ
อัตราโดยสารของรถไฟชั้น 2 ประมาณ 25.7 Pf/km อัตรานี้คิดกับรถไฟ ทุกประเภทของการรถไฟเยอรมัน Deutsche Bundesbahn (DB) ยกเว้นรถไฟ ด่วนพิเศษ Inter City Express (ICE) ทั้งนี้ยังมีค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไปขึ้นกับ ชนิดของรถไฟ

  1. รถไฟระยะใกล้ ได้แก่ Regional Express (RE) และ Stadt Express (SE) วิ่งระยะทางไม่ไกลนัก จอดแวะตามสถานีรายทางบ่อย ไม่ต้องเสียค่า ธรรมเนียมเพิ่ม
  2. รถไฟระยะไกล ได้แก่
  • D (Schnellzug), IR (Inter Regio) วิ่งระยะทางไกลกว่าประเภทแรก ไม่จอดตามสถานีเล็ก หากเดินทางไม่เกินระยะทาง 50 กิโลเมตร ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 3 มาร์ค์
  • EC (Eurocity), IC (Intercity) วิ่งระยะไกล จอดเฉพาะสถานีใหญ่ เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 6-7 มาร์ค
  • ICE (InterCityExpress) วิ่งระยะไกล ด้วยความเร็วสูง 230 km/h ค่าธรรมเนียมคิดตามระยะทางเพิ่มจากค่าโดยสาร

ตั๋วรถไฟปกติซื้อได้ที่สถานีรถไฟหรือบริษัททัวร์ Reisebuero และจองที่นั่ง บนรถไฟล่วงหน้าได้อย่างน้อยประมาณ 1 วัน โดยเสียค่าจองเพ่ิมขึ้นเล็กน้อย หากไม่ สามารถซื้อจากเคาน์เตอร์บริการได้ทันก่อนรถไฟออก สามารถขอซื้อจากคนตรวจ ตั๋วได้ แต่จะเสียค่าปรับ นอกจากนี้เคาน์เตอร์บริการยังให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับ รายละเอียดในการเดินทางด้วย

ตั๋วประหยัด

1. BahnCard
เป็นบัตรใช้ซื้อตั๋วรถไฟในเยอรมันครึ่งราคา มีอายุ 1 ปี ราคาแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุของผู้ทำ (60-240 มาร์ค) ในการขอทำบัตรนี้ สามารถขอทำ Visa Card ของ Citi Bank ระยะเวลา 1 ปี โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมประจำปี

2. Schoenes Wochenend
ตั๋วราคา 35 มาร์ค เดินทางได้ 2 คน ใช้สำหรับรถไฟระยะใกล้ ในช่วงวัน เสาร์-อาทิตย์ ระยะทางไม่จำกัด

3. Guten-Abend-Ticket
ใช้เดินทางตั่งแต่เวลา 1 ทุ่มถึงตีสอง ไม่จำกัดระยะทาง ใช้ได้กับรถไฟทุก ประเภท ราคาประมาณ 59-69 มาร์ค ขึ้นกับประเภทของรถไฟและวันเดินทาง

4. Sparpreis และ ICE-Sparpreis
เป็นตั๋วไป-กลับซึ่งเหมาะกับการเดินทางระยะไกล โดยมีเงื่อนไขว่า ในวันเดินทาง 1 เที่ยว (ไปหรือกลับก็ได้)จะต้องเป็นวันเสาร์ หรือมีวันเสาร์อาทิตย์ คั่นอยู่ระหว่างวันไปและกลับ โดยตั๋วขาไปจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มใชจนถ฿ง 10 โมงเช้า ของวันจันทร์ถัดไป ส่วนตั๋วขากลับจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่กำหนดถึงตีสามของวันเสาร์
ราคาค่าโดยสารสำหรับ Sparpreis คือ 119 มาร์คสำหรับคนแรก และ 99 สำหรบ ผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป ส่วนค่าโดยสารแบบ ICE-Sparpreis นั้นราคา 290 มาร์คสำหรับคนแรก และ 145 สำหรบผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป โดยจะมีผู้เดินทาง ร่วมกันได้สูงสุด 5 คน

5. Supersparpreis และ ICE-Supersparpreis
ตั้วนี้จะมีเงื่อนไขคล้ายกับ ICE-Sparpreis แต่มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น คือ ไม่สามารถเดินทางในช่วง 10 โมงเช้าของวันศุกร์ถึงตีสามของเช้าวันเสาร์ และตั้งแต่ 10 โมงเช้าของวันอาทิตย์ถึงตีสามของเช้าวันจันทร์ได้ ราคา 230 มาร์ค สำหรับ คนแรก และ 115 สำหรบผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป โดยจะมีผู้เดินทางร่วมกันได้สูงสุด 5 คน

6. Rail & Fly
เป็นตั๋วไปกลับระหว่างเมืองที่อาศัยกับสนามบิน สำหรับผู้ที่จะเดินทางโดย เครืื่องบิน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องแสดงตั๋วเครื่องบินในเวลาที่ซื้อ โดยตั๋วจะมีอายุ 2 เดือนนับจากวันกำหนดใช้ (เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มี ฺBahncard)

รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สถานีรถไฟหรือสอบถามได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 01805996633

9.3 Mitfahrgelegenheit
เป็นการเดินทางร่วมกันโดยอาศัยรถยนต์ของผูู้ที่มีจุดหมายปลายทาง เดียวกัน โดยมีการแชร์ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นักศึกษาสามารถดูตามแผ่นป้าย ประกาศในมหาวิทยาลัย หรือติดต่อมายัง Mitfahrzentrale เสียค่าบริการครั้งละ ประมาณ 14-16 มาร์ค ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารสูงสุดจะถูกกำหนดโดย Mitfahrzentrale ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประเภทนี้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น

9.4 เครื่องบิน
ให้สอบถามราคาจากบริษัททัวร์เกี่ยวกับราคาตั๋วเครื่องบินสำหรับนักศึกษา หากมีการจองตั๋วล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานบางครั้งจะได้ตั๋วราคาประหยัด

10. การซื้อของ

ราคาสินค้านั้นไม่เหมือนกันทุกร้าน ถึงแม้จะเป็นของชนิดเดียวกัน ยี่ห้อ เดียวกันก็ตาม ก่อนซื้อของควรเปรียบเทียบราคาจากร้านต่าง ๆ เสียก่อน ร้านขายของราคาประหยัดได้แก่ DM, Schlecker, Edeka, ALDI, Plus เป็นต้น ถึงแม้ว่าราคาสินค้าของเยอรมันจะขึ้นกับคุณภาพของสินค้า แต่ก็ไม่เป็น จริงเสมอไป เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในเยอรมันราคาสินค้าที่ตั้งขึ้นเป็น ราคาที่ตั้งขึ้นตามความพอใจของผู้ขาย

เมื่อซื้อสินค้าไปแล้ว หากสินค้านั้นมีข้อบกพร่อง หรือไม่สามารถใช้ได้ สามารถขอคืนของได้ภายใน 1 อาทิตย์ ยกเว้นของบางอย่าง เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน ของลดราคา ทั้งนี้ ต้องมีใบเสร็จรับเงินแสดงเป็นหลักฐานทุกครั้ง ดังนั้น หลังจากจ่ายเงินควรขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง

หากต้องซื้อของจากหลายร้าน และต้องถือสินค้าอีกร้านหนึ่งเข้าไป พร้อมกัน เนื่องจากร้านค้าไม่มีที่ฝากของ ควรแน่ใจว่ามีใบเสร็จรับเงินของสินค้า ที่ซื้อไว้แล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้

เยอรมันมีช่วงเวลาลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ประจำปีอยู่ 2 ครั้ง ได้แก่ ช่วงหลังฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคมหลังปีใหม่ และช่วงหลังฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ร้านค้าทุกร้านจะลดราคาสินค้าเกือบทุกชนิด นักศึกษาสามารถหาซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ในช่วงนี้ เป็นต้นว่า เสื้อผ้า รองเท้า

11. ทั่วไป

  • การตรงต่อเวลา คนเยอรมันเป็นคนตรงต่อเวลา หากมีการนัดหมายควร ไปให้ตรงเวลาทุกครั้ง ในกรณีที่เป็นงานเลี้ยงไม่ควรไปถึงก่อนเวลา อาจจะไปถึงหลังเวลานัดสักเล็กน้อยได้
  • การเยี่ยมเยียน เมื่อต้องการไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือคนรู้จักต้องทำการนัด หมายก่อนทุกครั้งไป หากเป็นการเชิญอย่างเป็นทางการควรนำดอกไม้ไป ด้วย แต่ถ้าเป็นงานเลีี้ยงธรรมดาควรนำพวกขนมหรือของหวานติดมือไป และหลังจากงานเลิกก่อนกลับบ้านควรกล่าวคำพูดแสดงความขอบคุณทุกครั้ง
  • การให้ทิป นักศึกษาไม่จำเป็นต้องให้ทิปก็ได้ เนื่องจากปกติจะมีค่าภาษีมูลค่า เพิ่ม 15% และค่าบริการ 10-15% รวมอยู่ในค่าอาหารแล้ว แต่ถ้าต้องการ จะให้ควรจะให้เมื่อบริการดีจริง ๆ ให้แบบปัดเศษถ้าค่าอาหารไม่เกิน 10 มาร์ค หรือ 5% ของราคาอาหารหากเกิน 10 มาร์ค

 

 

  คำแนะนำสำหรับผู้มาใหม่  
 
  1. การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เพิ่งเดินทางไปถึง
  2. การหาที่อยู่
  3. การแจ้งย้ายเข้า-ออก หรือย้ายที่อยู่
  4. การต่ออายุวีซ่า
  5. การต่ออายุหนังสือเดินทาง
  6. ธนาคาร
  7. ประกันสุขภาพ
  8. การติดต่อสื่อสาร
  9. การคมนาคม
  10. การซื้อของ
  11. ทั่วไป

1. การหาข้อมูลเกี่ยวกับเมืองที่เพิ่งเดินทางไปถึง

โดยปกติแล้วศูนย์ข้อมูลนักท่องเที่ยว Touristinformation ของแต่ละเมือง จะมีที่ทำการใกล้กับสถานีรถไฟ นักศึกษาสามารถขอข้อมูลเอกสารต่าง ๆ เกี่ยวกับ เมืองนั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นแผนที่เมืองพร้อมที่อยู่ติดต่อสำคัญต่าง ๆ คำแนะนำ เกี่ยวกับการใช้รถโดยสารประจำทาง หรือรถรางของเมืองนั้น ถ้าหากแผนที่ที่ได้รับ แจกไม่ค่อยละเอียดนัก นักศึกษาสามารถเลือกซื้อแผนที่เมืองจากร้านค้าใน สถานีรถไฟได้ ในกรณีที่นักศึกษาต้องเดินทางไปหาที่อยู่ด้วยตนเองในเมืองที่ตน ไม่รู้จัก

2. การหาที่อยู่
หลังจากที่ได้รับใบตอบรับจากทางมหาวิทยาลัย Zulassungsbescheid นักศึกษาสามารถใช้้เอกสารนี้เป็นหลักฐานในการสมัครขออยู่หอพักของมหาวิทยาลัย นั้นได้ อย่างไรก็ตามทางมหาวิทยาลัยก็ไม่สามารถจะรับรองได้ว่านักศึกษา จะได้รับห้องในหอพักของมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าหอพักมี ห้องพักเพียงพอหรือไม่ และมีคนสมัครหอพักของมหาวิทยาลัยมากหรือไม่ ต้องรอ ตามลำดับที่สมัครไว้จึงจะได้ห้อง
แต่ถ้าหากนักศึกษามีความประสงคจะได้ห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัย จริง ๆ ก็ควรจะแสดงเหตุผลให้ทางมหาวิทยาลัยทราบว่ามีความจำเป็นอย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า เพิ่งย้ายเข้ามาเมืองนี้ใหม่ยังไม่มีที่พัก และไม่ทราบว่าจะหาห้องพัก ด้วยตนเองอย่างไรเพราะยังไม่รู้จักเมืองนี้ดี หรืออาจจะอ้างว่ารายได้น้อย ไม่สามารถจะพักห้องเช่าที่ไม่ใช่ของมหาวิทยาลัยได้ และอาจจะใช้วิธีหมั่นโทรศัพท์ ไปถามว่ามีห้องว่างหรือยัง เพื่อที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้รับทราบว่าเรามีความ ต้องการห้องพักในหอพักของมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก และอาจจะให้ความเห็นใจ พยายามหาห้องว่างให้เราเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
อย่างไรก็ตาม นักศึกษาบางคนอาจจะไม่คุ้นกับสภาพห้องพักในหอพักของ มหาวิทยาลัย ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาด 10-12 m2 บางแห่งอาจจะใช้ห้องน้ำห้องครัว รวมกับคนอื่น ข้อเสียที่มีก็คือ หอพักนักศึกษามักจะมีเสียงดัง ปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อย ก็คือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างผู้อยู่ร่วมหอพักเดียวกัน เป็นต้นว่า ห้องครัวรวม สกปรก เนื่องจากเกี่ยงกันทำความสะอาด หรือห้องที่อยู่ติดกันเปิดเพลงเสียงดัง ในขณะที่อีกห้องหนึ่งต้องอ่านหนังสือสอบ ข้อดของการอยู่หอพักคือ ในกรณีที่ นักศึกษาไม่รู้้จักใครเลย ก็จะมีโอกาสทำความรู้จักกับคนอื่นที่อยู่หอพักเดียวกันได้ ง่าย เนื่องจากที่หอพักมักจะจัดกิจกรรมร่วมกันค่อนข้างบ่อย
หากนักศึกษาไม่ต้องการอยู่หอพักของมหาวิทยาลัยก็สามารถหาห้องเช่า ในลักษณะอื่น ๆ ได้ เป็นต้นว่า ห้องแบ่งให้เช่า อพาร์ตเมนต์ให้เช่า หรืออยู่ห้อง เช่ารวมกับผู้อื่น แหล่งข้อมูลสำคัญในการหาที่พักก็คือ หนังสือพิมพ์ Zeitung หรือ หนังสือพิมพ์โฆษณา Anzeigeblatt ประจำเมืองนั้น ซึ่งมักจะออกประมาณ 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ วันที่ออกประจำก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่เมือง หนังสือพิมพ์ ประเภทนี้จะมีประกาศต่าง ๆ ประกาศขาย และประกาศหา หัวข้อที่ต้องดูก็คือ เรื่อง Miete, Wohnungen, Zimmer, WG และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการให้เช่าที่พัก
ในมหาวิทยาลัยเองนักศึกษาสามารถไปทีกองกิจการนักศึกษา Studentenwerk หรือ Asta หรือ Akademische Auslaender Amt โดยติดต่อกับ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ นักศึกษาจะไดัรับเบอร์โทรศัพท์ รายละเอียดห้อง ที่ตั้ง นักศึกษาต้องติดต่อกับเจ้าของห้อง นัดดูห้องด้วยตนเอง จากนั้นจึงตัดสินใจว่า จะเช่าห้องหรือไม่ นอกจากนี้ตามแผ่นประกาศ Schwarzbrett ในมหาวิทยาลัยเอง ก็จะมีประกาศหาคนเช่าห้องอยู่มากมาย
นักศึกษาไม่ควรกังวลว่าอาจจะหาห้องไม่ได หากหาที่อยู่ในระยะเวลาที่ เหมาะสม ได้แก่ช่วงเวลาหลังปิดเทอม หรือก่อนเปิดเทอมประมาณ 1-2 เดือน และหากถึือหลัก "ยิ่งเร็วยิ่งดี" ในการติดต่อ จะมีห้องว่างให้เลือกค่อนข้างมาก สิ่งที่ยากกว่าคือการหาห้องเช่าที่ถูกใจ ซึ่งก็คือเรื่อง ห้องน่าอยู่ เจ้าของบ้านใจดี ค่าเช่าไม่สูงเกินไป การคมนาคมสะดวก นั่นเอง

ข้อแนะนำในการโทรศัพท์ติดต่อเพื่อนัดดูห้อง

  • ห้องนั้นตกแต่งแล้วหรือไม่ ค่าเช่าห้องที่ตกแต่งแล้ว moebliert ปกติจะสูง กว่าห้อง ที่ยังไม่ตกแต่ง unmoebliert แต่ผู้เช่าไม่จำเป็นต้องหา เครื่องเรือนมาใส่ห้องเอง
  • อัตราค่าเช่าห้องรวมค่าอะไรบ้าง ต้องจ่ายค่าน้ำ-ค่าไฟเอง หรือไม่ หรือรวมอยู่กับค่าเช่าบ้านแล้ว มีค่าอื่นนอกเหนือจากค่าเช่าห้องที่ผู้เช่า ต้องจ่ายหรือไม่ เป็นต้นว่า ค่าเก็บขยะ เราต้องถามเจ้าของบ้านอย่าง ละเอียด และโดยทั่วไปแล้วผู้เช่าจะต้องวางเงินประกัน Kaution เป็น จำนวนสองเท่าของค่าเช่าห้อง และจะได้รับเงินคืนเมื่อ ย้ายออก ดังนั้นควรจะเตรียมเงินก้้อนหนึ่งสำหรับประกันห้องกับเจ้าของห้อง ไว้ด้วย
  • ห้องน้ำ-ห้องครัวใช้อย่างไร ใช้รวมกับเจ้าของบ้านหรือไม่ เจ้าของบ้าน บางคนไม่ค่อยพอใจถ้าหากผู้เช่าใช้ห้องน้ำ-ห้องครัวบ่อย เพราะคน เยอรมันบางคนไม่อาบน้ำทุกวัน หรือทำอาหารทุกวัน ต่างกันคนเอเชีย ทำให้ถูกมองว่าสิ้นเปลืองค่าน้ำ-ค่าไฟเพิ่มขึ้น
  • ห้องเช่านั้นอยู่ในบ้านหลังเดียวกับเจ้าของบ้านหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่ มักจะเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่าเสมอ อาจจะ ทำอะไรไม่สะดวกใจ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับนิสัยส่วนบุคคลด้วย เพราะฉะนั้น จึงควรดูด้วยว่าพอจะเข้ากับเจ้าของบ้านได้ไหม หากเป็นไปได้ควรจะ เลือกห้องเช่าที่อยู่แยกต่างหาก
  • การคมนาคมเป็นอย่างไร ถ้าอยู่ที่นั่นแล้วไปไหนมาไหนสะดวกหรือไม่ หากพิจารณาจากแผนที่เมืองแล้วห้องเช่านั้นอยู่ไกลเกินไปก็ไม่จำเป็น ต้องนัดไปดูห้อง ส่วนใหญ่แล้วห้องที่อยู่ใกล้ตัวเมืองจะมีเสียงดังมากกว่า ห้องที่อยู่เขตชานเมือง

เมื่อนักศึกษานัดดูห้องแล้ว ในการไปพบปะพูดคุยกับเจ้าของห้อง ควรสร้างความประทับใจให้กับเจ้าของห้อง โดยการแต่งกายสุภาพ บอกระยะ เวลาที่อยู่อย่างชัดเจน และสร้างความมั่นใจในเรื่องการจ่ายค่าเช่า
หากนักศึกษาพอใจในห้องนั้น และเจ้าของห้องยินดีที่จะทำสัญญากับ นักศึกษาก็สามารถตกลงทำสัญญาเช่ากันได้ ทั้งนี้ต้องพิจารณาเงื่อนไขสำคัญ ในสัญญาโดยละเอียด ได้แก่่

  • กำหนดระยะเวลาการเช่าชัดเจน หากจะย้ายออกก่อนกำหนดมีเงื่อนไข อย่างไรบ้าง เป็นต้นว่า ต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน หรือต้องหาคนมาเช่าต่อให้ได้ โดยต้องหาคนมาให้เจ้าของบ้าน พิจารณา 3 คน หากนักศึกษาผิดสัญญาต้องเสียค่าปรับให้แก่เจ้าของบ้าน เป็นจำนวนเงินสามเท่าของค่าเช่าบ้าน
  • ในสัญญาเช่าต้องเขียนค่าใช้จ่ายอื่น Nebenkosten แยกไปต่างหากจาก ค่าเช่า
  • เงื่อนไขการเพิ่มค่าเช่าในแต่ละปีเป็นอย่างไร

ก่อนที่จะลงชื่อในใบสัญญาควรจะอ่านสัญญาเช่าให้เข้าใจ ขอให้ตัดสินใจ รอบคอบ ไม่ต้องรียหรือกลัวว่าจะหาห้องไม่ได้อีกหากไม่ได้ห้องนี้ เพราะหาก ไม่ถูกใจจริง ๆ และทนอยู่ต่อไม่ได้ครบตามสัญญา อาจจะพบปัญหาในตอนย้าย ออกก่อนกำหนดอีกมากมาย หากนักศึกษายังมีความรู้ภาษาเยอรมันน้อย ทาง ที่ดีควรจะขอเพื่อนที่ใช้ภาษาเยอรมันได้ดีไปเป็นเพื่อนในการพิจารณาอ่านสัญญา

3. การแจ้งย้ายเข้า-ออก หรือย้ายที่อยู่

สิ่งแรกที่ควรทำคือการแจ้งย้ายเข้า ทั้งนี้ นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับ สถาบันสอนภาษาเกอเธ่ เจ้าหน้าที่จะจัดการเรื่องเอกสารให้ แต่ถ้าไม่มี ผู้รับผิดชอบจัดการให้ นักศึกษาต้องไปแจ้งย้ายเข้าที่ Einwohnermeldeamt ของเมือง
เอกสารทีเตรียมไปได้แก่ หนังสือเดินทาง ใบตอบรับจากมหาวิทยาลัย หรือใบรับรองจากสถาบันสอนภาษา ใบรับรองทางการเงิน สัญญาเช่าห้อง หรือจดหมายรับรองจากเจ้าของบ้านที่นักศึกษาพักอยู่ด้วย และใบแจ้งย้ายออก จากเมืองเก่าถ้ามี
หากนักศึกษาต้องย้ายเมือง ก่อนย้ายประมาณ 1 อาทิตย์ ควรไปแจ้ง ย้ายออก ซึ่งจะได้รับใบยืนยันการย้ายออก เพื่อนำไปใช้แจ้งย้ายเข้าของอีก เมืองหนึ่ง
ถ้านักศ฿กษาย้ายที่อยู่ในเมืองก็ต้องทำการแจ้งย้ายอีกเช่นเดียวกัน การแจ้งย้ายที่อยู่นี้ไม่จำเป็นต้องทำก็ต่อเมื่อนักศึกษาย้ายจากห้องหนึ่งไปยัง ห้องหนึ่งซึ่งอยู่ในตึกเดียวกัน
เมื่อมีการย้ายที่อยู่นักศึกษาควรไปที่ที่ทำการไปรษณีย์เพื่อแจ้งเรื่อง การย้ายที่อยู่ หากมีจดหมายหรือพัสดุไปรษณีย์ตกค้างไปยังที่อยู่เก่า บุรุษไปรษณีย์สามารถส่งต่อไปยังที่อยู่ใหม่ได้ทันที

4. การต่ออายุวีซ่า

นักศึกษาที่เรียนภาษาอยู่กับสถาบันสอนภาษาจะได้รับวีซ่าระยะเวลา ประมาณ 2-3 เดือน เมื่อวีซ่าหมดอายุต้องทำเรื่องขอต่อายุวีซ่ากับกรมต่างด้าว ของเยอรมัน Auslaenderbehoerde หลักฐานที่ต้องนำไป ได้แก่ หนังสือเดินทาง ใบรับรองสถานภาพการเป็นนักเรียนของสถาบันสอนภาษา หลักฐานทางการเงิน การต่ออายุวีซ่าเพื่อเรียนภาษานี้ จะทำได้เมื่อระยะเวลา ในการเรียนภาษารวมแล้วไม่เกิน 12 เดือน

นักศึกษาในขั้นเตรียมมหาวิทยาลัยและขั้นมหาวิทยาลัยมักจะไม่มี ปัญหามากนักในเรื่องการต่อวีซ่าเพราะหลักฐานที่ใช้มีเพียงใบลงทะเบียน Semesterbescheinigung เท่านั้น หรืออาจมีหลักฐานรับรองสถานภาพ ทางการเงินในครั้งแรกที่ไปก็ได้ โดยปกติแล้วจะได้รับการต่อวีซ่าให้ครั้งละ 1 ปี

ข้อแนะนำ

  • ควรตรวจดูวันหมดอายุของหนังสือเดินทาง ก่อนหนังสือเดินทางหมด อายุประมาณ 1 เดือนต้องทำเรื่องขอต่ออายุหนังสือเดินทางเสียก่อน
  • ก่อนวีซ่าหมดอายุประมาณ 1-2 สัปดาห์ควรไปติดต่อขอต่ออายุว๊ซ่า เพราะอาจเกิดข้อผิดพลาดทำให้การดำเนินการต่ออายุล่าช้าได้ เป็นต้นว่า เอกสารไม่เพียงพอ
  • หากวีซ่าใกล้หมดอายุก่อนย้ายเมือง ควรขอต่ออายุวีซ่าก่อนแจ้งย้าย ออก เพราะอาจเกิดปัญหาเมื่อไปขอต่ออายุวีซ่าที่เมืองใหม่ เนื่องจาก ความล่าช้าในการส่งเอกสารระหว่างเมือง
  • สำหรับผู้ที่กลับเมืองไทยชั่วคราว ควรทำเรื่องขอต่ออายุวีซ่าให้พอดี กับช่วงที่กลับมาอีกครั้ง หากวีซ่าหมดอายุระหว่างที่อยู่เมืองไทย ต้องทำเรื่องขอวีซ่าใหม่อีกครั้งกับสถานทูตเยอรมันในประเทศไทย สถานทูตเยอรมันที่ประเทศไทยจะมีอำนาจเฉพาะการออกวีซ่าเท่านั้นแต่ ไม่มีอำนาจในการต่ออายุวีซ่า การขอวีซ่าใหม่นี้ใช้ระยะเวลาในการ ดำเนินงานประมาณ 4-6 อาทิตย์

5. การต่ออายุหนังสือเดินทาง

นักศึกษาต้องทำเรื่องขอต่ออายุหนังสือเดินทางกับสถานเอกอัครราช - ทูตไทย ณ กรุง Berlin

Royal Thai Embassy
Lepsiusstrasse 64-66
12163 Berlin
Tel. 030-7912268, 794810
Fax. 030-7912229, 79481511

โดยการโทรศัพท์หรือเขียนจดหมายขอแบบฟอร์มการกรอกคำร้องขอ ต่ออายุหนังสือเดินทาง เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบจะส่งใบกรอกคำร้องกลับมาทาง ไปรษณีย์ นักศึกษาต้องกรอกคำร้องและลงลายมือชื่อให้ครบถ้วนชัดเจน แล้วส่งกลับไปยังสถานทูตไทยพร้อมกับหนังสือเดินทาง และลงทะเบียนจดหมาย ไว้ด้วย ทั้งนี้ นักศ฿กษาสามารถถ่ายเอกสารหนังสือเดินทางเก็บไว้กับตัวได้
หากต้องการเร่งด่วนนักศึกษาสามารถเดินทางไปติดต่อกับสถานทูต ได้ด้วยตนเอง พร้อมทั้งเตรียมเอกสารสำคัญให้ครบถ้วน

6. ธนาคาร

นักศึกษาสามารถขอเปิดบัญชีธนาคารประเภทนักศึกษาได้ โดยไม่เสีย ค่าธรรมเนียม Gebuehr

จุดเด่นของธนาคารต่าง ๆ

  • Deutsche Bank บัญชี เป็นบัญชีประเภทเผื่อเรียกที่มีดอกเบี้ยให้ด้วย
  • Dresdner Bank บัญชีประเภท GriPs เป็นบัญชีประเภทเผื่อเรียกที่มี ดอกเบี้ยให้ด้วย
  • Hypobank ขอทำเครดิตการ์ดประเภทนักศึกษาค่าธรรมเนียมปีละ 10 DM ได้
  • Citibank เครดีิตการ์ดของธนาคารเป็นที่ยอมรับทั่วโลก ในการเดินทาง หากพกเครดิตการ์ดจะสะดวกกว่าพกเงินสด อัตราการแลกเปลี่ยนก็ ค่อนข้างดีกว่า
  • Postbank มีอยู่ทุกเมือง จะตั้งอยู่ในที่ทำการไปรษณีย์ วันเสาร์ก็เปิด ทำการครึ่งวัน
  • Sparkasse มีอยู่เกือบทุกเมือง

ธนาคารขนาดใหญ่ อย่าง Deutsche Bank และ Dresdner Bank จะตั้งอยู่ตามเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น ส่วนธนาคารขนาดเล็กอย่าง Sparkasse และ Postbank จะมีอยู่กระจายตามเมืองต่าง ๆ ทั่วไป

บริการของธนาคาร

1. การโอนเงิน Ueberweisung
นักศึกษาจะได้รับเงินค่าใช้จ่าย หรือสั่งจ่ายผ่านธนาคารโดยการโอน และไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่อย่างใด การโอนเงินในประเทศระหว่างสาขา จะใช้เวลาประมาณ 2 วัน ระหว่างธนาคารใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ การโอนเงินระหว่างประเทศใช้เวลาค่อนข้างมากและเสียค่าธรรมเนียม อย่างไรก็ตาม การโอนเงินจากประเทศไทยมายังเยอรมันสามารถใช้เวลาเพียง 1 วันเท่านั้น หากธนาคารที่ประเทศไทยทำการส่ง Fax แจ้งมายังธนาคารใน ประเทศเยอรมัน

2. การสั่งจ่ายประจำ Dauerauftrag
ใช้สำหรับการสั่งจ่ายเงินจำนวนสม่ำเสมอในระยะเวลาหนึ่ง เป็นต้นว่า ค่าเช่าบ้าน ค่าประกันสุขภาพ นักศึกษาสามารถแจ้งกับธนาคารให้ทำการโอนเงิน ทุกเดือนไปยังหมายเลขบัญชีที่แจ้งไว้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอกใบโอนเงินทุกครั้ง

3. การมอบอำนาจสั่งจ่าย Lastschrift หรือ Einzugsermaechtigung
เมื่อนักศึกษาทำสัญญา เป็นต้นว่า การเช่าห้อง การทำประกันสุขภาพ การจ่ายค่าไฟ ในบางครั้งอาจจะต้องทำ Lastschrift ให้ธนาคารจ่ายเงิน ตามที่คู่สัญญาอีกฝ่ายแจ้งยอดเงินไป เนื่องจากเจ้าของห้องในบางครั้งต้องการ หลักประกันว่านักศึกษาต้องจ่ายค่าเช่าห้องทุกเดือน โดยไม่ต้องรอให้นักศึกษา ทำการโอนเงินเข้าบัญชีเจ้าของห้องทุกครั้งไป หรือในการทำประกันสุขภาพ บางครั้งอัตราการทำประกันมีการเปลี่ยนแปลง บริษัทประกันสุขภาพสามารถ แจ้งธนาคารให้หักเิงนจากบัญชีนักศึกษาตามค่าประกันที่เป็นจริงขณะนั้น นักศึกษาไม่ต้องถามบริษัทประกันสุขภาพทุกครั้งว่าต้องโอนเงินเป็นจำนวนเท่าใด

4. การขอทำบัตรจ่ายเงินอิเล็คทรอนิค Electronic Cash (EC)
บัตรจ่ายเงินประเภทนี้สามารถใช้จ่ายแทนเงินคล้ายบัตรเครดิต ซุปเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งยอมรับบัตรนี้ และสามารถใช้บัตรนี้เป็นบัตรเอทีเอ็ม เบิกเงินจากเครื่องถอนเงินอัตโนมัติได้ ทั้งนี้ ธนาคาร Deutsche Bank, Dredsner Bank, Hypobank และ Vereinbank มีข้อตกลงร่วมกันให้ลูกค้า ของธนาคารสามารถถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มของอีกธนาคารหนึ่ง โดยไม่เสียค่า ธรรมเนียม นักศึกษาสามารถขอทำบัติรนี้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมประจำปี

5. การขอทำบัตรเครดิต
นักศึกษาสามารถขอทำบัตรเครดิตกับธนาคารได้ โดยต้องเสียค่า ธรรมเนียมประมาณ 30-40 มาร์คต่อปี

7. ประกันสุขภาพ

นักศึกษาที่เรียนภาษาของสถาบันสอนภาษาเกอเธ่ไม่จำเป็นต้องติดต่อ ทำประกันสุขภาพด้วยตนเอง เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ติดต่อดำเนินการให้ นักศึกษา ต้องจ่ายเิงนต่างหากเนื่องจากค่าทำประกันสุขภาพไม่ได้รวมอยู่ในค่าเรียนภาษา

นักศึกษาขั้นเตรียมมหาวิทยาลัย Studienkollege ควรทำประกัน สุขภาพประเภทส่วนบุคคลสำหรับนักศึกษา (Privat studentische Krankenversicherung)

นักศึกษามหาวิทยาลัยต้องใช้หลักฐานการทำประกันสุขภาพสำหรับ การลงทะเบียนกับมหาวิทยาลัย ตามกฎหมายแล้วนักศึกษาทุกคนที่ศึกษาอยู่ ไม่เกินภาคการศึกษาที่ 14 หรออายุน้อยกว่า 30 ปี จะต้องทำประกันสุขภาพ

นักศึกษาสามารถขอทำบัตรยกเว้นภาษียา Befreiungsbescheinigung จากทางบริษัทประกันสุขภาพได้ เมื่อซื้อยาตามใบสั่งแพทย์ก็ไม่ต้องจ่ายค่าภาษี ยา หากเกิดเหตุกระทันหันสามารถเรียกรถพยาบาลโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย

บริษัทประกันสุขภาพที่นักศึกษานิยมใช้บริการมีดังต่อไปนี้ AOK, Barmer, TKV, DKV อัตราค่าประกันสุขภาพของแต่ละบริษัท จะไม่แตกต่างกัน มากนัก นักศึกษาควรศึกษาเกี่ยวกับบริการที่ควรได้รับจากการประกันสุขภาพ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการทำประกันสุขภาพอย่างเต็มที่

8. การติดต่อสื่อสาร

8.1 ไปรษณีย์

แผ่นพับข้อมูลต่าง ๆ สามารถหาได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ หรือถามที่ เคาน์เตอร์
แสตมป์ที่ขายมีสองแบบ คือแบบทั่วไป และแบบสะสม Sonderbriefmarken สามารถเลือกซื้อได้จากที่ทำการไปรษณีย์ทั่วไป
หากอยู่เมืองชายแดน เป็นต้นว่าอยู่ใกล้เนเธอร์แลนด์หรือฝรั่งเศส สามารถข้ามไปใช้บริการไปรษณีย์ในอัตราประหยัดกว่า

8.2 โทรศัพท์

บัตรโทรศัพท์มีขายสองประเภทคือ แบบ 12 มาร์ค และ แบบ 50 มาร์ค

หากต้องการติดตั้งโทรศัพท์ภายในห้องพักต้องทำความตกลงกับเจ้าของ ห้องพักเสียก่อน จึงจะไปติดต่อขอติดตั้งโทรศัพท์จากองค์การโทรศัพท์ของ เยอรมัน Telekom โดยเสียค่าธรรมเนียมในการติดตั้งครั้งแรกประมาณ 100 DM หากย้ายทีี่พักต้องไปแจ้งยกเลิกโดยอาจจะขอรักษาเบอร์โทรศัพท์ไว้ เพื่อที่ว่าในการติดตั้งครั้งต่อไปสามารถขอใช้เบอร์โทรศัพท์เดิมได้ และเสียค่า ธรรมเนียมในการติดตั้งลดลง
นอกจากนี้ยังมีค่าใช้โทรศัพท์ประจำเดือนอีกประมาณเดือนละ 25 DM ส่วนค่าโทรศพท์นั้นแตกต่างกันไปแล้วแต่ช่วงเวลาที่ใช้ ปัจจุบันนักศึกษาสามารถ เลือกใช้บริการจากบริษัทเอกชนอื่น ซึ่งเสนออัตราโทรศัพท์ต่ำกว่าได้ โดยแจ้งไป ยังบริษัทนั้นและใช้วิธีหมุนรหัสบริการก่อนเบอร์โทรศพัท์ที่ต้องการ

สำหรับผู้ต้องการใช้บริการโทรศพท์มือถือก็มีบริษัทต่าง ๆ ให้เลือกใช้ บริการ อัตราแตกต่างกันไปแล้วแตประเภทของสัญญาที่ทำ

9. การคมนาคม

9.1 รถยนต์
ในปีแรกที่มาอยู่ในเยอรมันสามารถใช้ใบขับขี่นานาชาติในการขับรถได้ หลังจากนั้นต้องทำใบขับขี่ของเยอรมัน บริษัทให้เช่ารถได้แก่ Sixt, Hertz, Alomo เป็นต้น ถ้าเช่าในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีราคาถูกลง และในขณะเช่ารถควรทำ ประกันแบบ Vollkasko และถ้าเช่าไปในเขตที่มีอัตราการขโมยรถสูงควรทำประกัน รถหายไว้ด้วย

9.2 รถไฟ
อัตราโดยสารของรถไฟชั้น 2 ประมาณ 25.7 Pf/km อัตรานี้คิดกับรถไฟ ทุกประเภทของการรถไฟเยอรมัน Deutsche Bundesbahn (DB) ยกเว้นรถไฟ ด่วนพิเศษ Inter City Express (ICE) ทั้งนี้ยังมีค่าธรรมเนียมแตกต่างกันไปขึ้นกับ ชนิดของรถไฟ

  1. รถไฟระยะใกล้ ได้แก่ Regional Express (RE) และ Stadt Express (SE) วิ่งระยะทางไม่ไกลนัก จอดแวะตามสถานีรายทางบ่อย ไม่ต้องเสียค่า ธรรมเนียมเพิ่ม
  2. รถไฟระยะไกล ได้แก่
  • D (Schnellzug), IR (Inter Regio) วิ่งระยะทางไกลกว่าประเภทแรก ไม่จอดตามสถานีเล็ก หากเดินทางไม่เกินระยะทาง 50 กิโลเมตร ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 3 มาร์ค์
  • EC (Eurocity), IC (Intercity) วิ่งระยะไกล จอดเฉพาะสถานีใหญ่ เสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม 6-7 มาร์ค
  • ICE (InterCityExpress) วิ่งระยะไกล ด้วยความเร็วสูง 230 km/h ค่าธรรมเนียมคิดตามระยะทางเพิ่มจากค่าโดยสาร

ตั๋วรถไฟปกติซื้อได้ที่สถานีรถไฟหรือบริษัททัวร์ Reisebuero และจองที่นั่ง บนรถไฟล่วงหน้าได้อย่างน้อยประมาณ 1 วัน โดยเสียค่าจองเพ่ิมขึ้นเล็กน้อย หากไม่ สามารถซื้อจากเคาน์เตอร์บริการได้ทันก่อนรถไฟออก สามารถขอซื้อจากคนตรวจ ตั๋วได้ แต่จะเสียค่าปรับ นอกจากนี้เคาน์เตอร์บริการยังให้บริการด้านข้อมูลเกี่ยวกับ รายละเอียดในการเดินทางด้วย

ตั๋วประหยัด

1. BahnCard
เป็นบัตรใช้ซื้อตั๋วรถไฟในเยอรมันครึ่งราคา มีอายุ 1 ปี ราคาแตกต่างกันไป ขึ้นกับอายุของผู้ทำ (60-240 มาร์ค) ในการขอทำบัตรนี้ สามารถขอทำ Visa Card ของ Citi Bank ระยะเวลา 1 ปี โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมประจำปี

2. Schoenes Wochenend
ตั๋วราคา 35 มาร์ค เดินทางได้ 2 คน ใช้สำหรับรถไฟระยะใกล้ ในช่วงวัน เสาร์-อาทิตย์ ระยะทางไม่จำกัด

3. Guten-Abend-Ticket
ใช้เดินทางตั่งแต่เวลา 1 ทุ่มถึงตีสอง ไม่จำกัดระยะทาง ใช้ได้กับรถไฟทุก ประเภท ราคาประมาณ 59-69 มาร์ค ขึ้นกับประเภทของรถไฟและวันเดินทาง

4. Sparpreis และ ICE-Sparpreis
เป็นตั๋วไป-กลับซึ่งเหมาะกับการเดินทางระยะไกล โดยมีเงื่อนไขว่า ในวันเดินทาง 1 เที่ยว (ไปหรือกลับก็ได้)จะต้องเป็นวันเสาร์ หรือมีวันเสาร์อาทิตย์ คั่นอยู่ระหว่างวันไปและกลับ โดยตั๋วขาไปจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่เริ่มใชจนถ฿ง 10 โมงเช้า ของวันจันทร์ถัดไป ส่วนตั๋วขากลับจะใช้ได้ตั้งแต่วันที่กำหนดถึงตีสามของวันเสาร์
ราคาค่าโดยสารสำหรับ Sparpreis คือ 119 มาร์คสำหรับคนแรก และ 99 สำหรบ ผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป ส่วนค่าโดยสารแบบ ICE-Sparpreis นั้นราคา 290 มาร์คสำหรับคนแรก และ 145 สำหรบผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป โดยจะมีผู้เดินทาง ร่วมกันได้สูงสุด 5 คน

5. Supersparpreis และ ICE-Supersparpreis
ตั้วนี้จะมีเงื่อนไขคล้ายกับ ICE-Sparpreis แต่มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น คือ ไม่สามารถเดินทางในช่วง 10 โมงเช้าของวันศุกร์ถึงตีสามของเช้าวันเสาร์ และตั้งแต่ 10 โมงเช้าของวันอาทิตย์ถึงตีสามของเช้าวันจันทร์ได้ ราคา 230 มาร์ค สำหรับ คนแรก และ 115 สำหรบผู้ร่วมเดินทางคนถัดไป โดยจะมีผู้เดินทางร่วมกันได้สูงสุด 5 คน

6. Rail & Fly
เป็นตั๋วไปกลับระหว่างเมืองที่อาศัยกับสนามบิน สำหรับผู้ที่จะเดินทางโดย เครืื่องบิน โดยมีเงื่อนไขว่าจะต้องแสดงตั๋วเครื่องบินในเวลาที่ซื้อ โดยตั๋วจะมีอายุ 2 เดือนนับจากวันกำหนดใช้ (เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มี ฺBahncard)

รายละเอียดเพิ่มเติมสอบถามได้ที่สถานีรถไฟหรือสอบถามได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 01805996633

9.3 Mitfahrgelegenheit
เป็นการเดินทางร่วมกันโดยอาศัยรถยนต์ของผูู้ที่มีจุดหมายปลายทาง เดียวกัน โดยมีการแชร์ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง นักศึกษาสามารถดูตามแผ่นป้าย ประกาศในมหาวิทยาลัย หรือติดต่อมายัง Mitfahrzentrale เสียค่าบริการครั้งละ ประมาณ 14-16 มาร์ค ทั้งนี้อัตราค่าโดยสารสูงสุดจะถูกกำหนดโดย Mitfahrzentrale ค่าใช้จ่ายในการเดินทางประเภทนี้ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับการเดินทางประเภทอื่น

9.4 เครื่องบิน
ให้สอบถามราคาจากบริษัททัวร์เกี่ยวกับราคาตั๋วเครื่องบินสำหรับนักศึกษา หากมีการจองตั๋วล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานบางครั้งจะได้ตั๋วราคาประหยัด

10. การซื้อของ

ราคาสินค้านั้นไม่เหมือนกันทุกร้าน ถึงแม้จะเป็นของชนิดเดียวกัน ยี่ห้อ เดียวกันก็ตาม ก่อนซื้อของควรเปรียบเทียบราคาจากร้านต่าง ๆ เสียก่อน ร้านขายของราคาประหยัดได้แก่ DM, Schlecker, Edeka, ALDI, Plus เป็นต้น ถึงแม้ว่าราคาสินค้าของเยอรมันจะขึ้นกับคุณภาพของสินค้า แต่ก็ไม่เป็น จริงเสมอไป เนื่องจากสินค้าส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิตในเยอรมันราคาสินค้าที่ตั้งขึ้นเป็น ราคาที่ตั้งขึ้นตามความพอใจของผู้ขาย

เมื่อซื้อสินค้าไปแล้ว หากสินค้านั้นมีข้อบกพร่อง หรือไม่สามารถใช้ได้ สามารถขอคืนของได้ภายใน 1 อาทิตย์ ยกเว้นของบางอย่าง เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดชั้นใน ของลดราคา ทั้งนี้ ต้องมีใบเสร็จรับเงินแสดงเป็นหลักฐานทุกครั้ง ดังนั้น หลังจากจ่ายเงินควรขอใบเสร็จรับเงินทุกครั้ง

หากต้องซื้อของจากหลายร้าน และต้องถือสินค้าอีกร้านหนึ่งเข้าไป พร้อมกัน เนื่องจากร้านค้าไม่มีที่ฝากของ ควรแน่ใจว่ามีใบเสร็จรับเงินของสินค้า ที่ซื้อไว้แล้ว มิฉะนั้นอาจจะเกิดความเข้าใจผิดได้

เยอรมันมีช่วงเวลาลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ประจำปีอยู่ 2 ครั้ง ได้แก่ ช่วงหลังฤดูหนาว ประมาณเดือนมกราคมหลังปีใหม่ และช่วงหลังฤดูร้อน ประมาณกลางเดือนกรกฎาคม ร้านค้าทุกร้านจะลดราคาสินค้าเกือบทุกชนิด นักศึกษาสามารถหาซื้อสินค้าราคาประหยัดได้ในช่วงนี้ เป็นต้นว่า เสื้อผ้า รองเท้า

11. ทั่วไป

  • การตรงต่อเวลา คนเยอรมันเป็นคนตรงต่อเวลา หากมีการนัดหมายควร ไปให้ตรงเวลาทุกครั้ง ในกรณีที่เป็นงานเลี้ยงไม่ควรไปถึงก่อนเวลา อาจจะไปถึงหลังเวลานัดสักเล็กน้อยได้
  • การเยี่ยมเยียน เมื่อต้องการไปเยี่ยมเยียนเพื่อนหรือคนรู้จักต้องทำการนัด หมายก่อนทุกครั้งไป หากเป็นการเชิญอย่างเป็นทางการควรนำดอกไม้ไป ด้วย แต่ถ้าเป็นงานเลีี้ยงธรรมดาควรนำพวกขนมหรือของหวานติดมือไป และหลังจากงานเลิกก่อนกลับบ้านควรกล่าวคำพูดแสดงความขอบคุณทุกครั้ง
  • การให้ทิป นักศึกษาไม่จำเป็นต้องให้ทิปก็ได้ เนื่องจากปกติจะมีค่าภาษีมูลค่า เพิ่ม 15% และค่าบริการ 10-15% รวมอยู่ในค่าอาหารแล้ว แต่ถ้าต้องการ จะให้ควรจะให้เมื่อบริการดีจริง ๆ ให้แบบปัดเศษถ้าค่าอาหารไม่เกิน 10 มาร์ค หรือ 5% ของราคาอาหารหากเกิน 10 มาร์ค

 

 

หน้าหลัก อยู่เยอรมัน